ขั้นตอนการตัดสินใจซื้อรถมือสอง
ขั้นตอนที่ 1 ราคาไหนที่คุณสามารถรับได้
การกำหนดว่าคุณสามารถซื้อได้ราคาเท่าไหร่ หรือราคาไหนที่คุณซื้อไม่ได้นั้นเป็นขั้นตอนที่จำเป็นขั้นตอนหนึ่งในการเตรียมตัวเพื่อซื้อรถมือสองสักคัน
บริษัทผู้จำหน่ายรถมือสองหรือผู้ขายรถมือสองส่วนตัวมักจะอยากให้คุณซื้อรถในราคาที่สูงสุดเท่าที่คุณจะสามารถจ่ายได้
แต่นั่นก็ไม่ใช่คำแนะนำเดียวกับที่นักเศรษฐศาสตร์ต้องการแนะให้คุณ คนส่วนใหญ่จะซื้อรถมือสองเพราะว่าพวกเขาต้องการประหยัดเงิน
หรือไม่ก็เพราะว่าต้องการยี่ห้อหรือรุ่นที่พวกเขาไม่สามารถหาซื้อได้จากรถยี่ห้อใหม่ๆ
ได้ แต่ก็เหมือนกับการซื้อรถใหม่ การศึกษาเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับกระบวนการซื้อรถมือสองเช่นกัน
อันดับแรก ลองคำนวณรายได้ประจำเดือนของคุณก่อน ทางที่ดีคือใช้รายได้สุทธิ
เพื่อที่คุณจะได้ทราบว่ารายได้ที่เข้ามาและที่จ่ายไปนั้นมาจากอะไรบ้าง
จากนั้นก็คำนวณค่าใช้จ่ายรายเดือน รวมทั้งหนี้สิน, เงินกู้หรือค่าเช่า,
ประกัน, ของใช้จิปาถะ, เงินค่ากินใช้ในแต่ละวัน, เสื้อผ้า และอื่นๆ สิ่งนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยคุณคำนวณว่าคุณจะสามารถส่งรถได้เท่าไหร่เท่านั้น
แต่มันยังทำให้คุณเห็นว่าเงินของคุณหมดกับไปค่าใช้จ่ายอะไรบ้างด้วย และรถคันหนึ่งก็ควรมีราคาต่ำกว่าเงินกู้บ้านหรือเช่าบ้านในแต่ละเดือนด้วย
หลักง่ายๆ ก็คือการจ่ายเงินกู้รถมือสองในแต่ละเดือนของคุณควรจะเป็นเงินประมาณ
15% ของรายได้ในแต่ละเดือน มันสำคัญมากที่จะต้องรู้งบประมาณของตนเอง
การเตรียมตัวการมีความรู้คืออาวุธที่สำคัญที่สุดที่ผู้บริโภคต้องมี ดังนั้น
อย่าเดินเข้าไปในร้านโดยที่ไม่มีการนั่งลงคำนวณการเงินของคุณก่อน ขอย้ำอีกครั้งว่า
สิ่งที่คุณต้องทราบคือ - คุณสามารถจ่ายค่างวดรถได้มากเท่าไหร่
- คุณต้องวางเงินดาวน์เท่าไหร่ และ
- คุณมีค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนมากเท่าไหร่
การทราบข้อจำกัดทั้งสามข้อนี้สำคัญมาก ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณเดินเข้าไปเจรจาในร้านโดยที่คุณทราบเพียงว่าในแต่ละเดือนคุณส่งได้เท่าไหร่
แผนการเงินก็จะพยายามขยายช่วงเวลาในการจ่ายเงินให้ยาวออกไปและเพิ่มดอกเบี้ยให้สูงขึ้น
คุณจะเดินออกจากร้านอย่างมีความสุข ถ้าคุณคำนวณมาแล้วว่าในความเป็นจริงแล้ว
ในแต่ละเดือนตัวคุณเองต้องการส่งเท่าไหร่ สิ่งอื่นที่จะต้องพิจารณาเมื่อคำนวณเรื่องราคารถแล้วก็คือเรื่องค่าน้ำมัน,
ใบทะเบียนรถ, ค่าจดทะเบียน, และค่าประกันรถ
หลังจากที่คุณเจอรถสัก 2-3 คันที่คุณสนใจแล้ว ให้โทรไปยังบริษัทประกันเพื่อระบุค่าประกันในแต่ละเดือนของรถแต่ละคันว่ามีจำนวนเท่าไหร่
การประกัน, ค่าธรรมเนียมและค่าทะเบียนรถสำหรับรถมือสองนั้นมักจะถูกกว่ารถใหม่
ถ้าคุณกำลังมองหารุ่นที่อยากได้ จำไว้เสมอว่า บริษัทประกันภัยบางบริษัทอาจจะให้ส่วนลดสำหรับรถที่มีลักษณะพิเศษต่างๆ
เหล่านี้ได้ เช่น มีถุงลมนิรภัยหน้าและด้านข้าง มีระบบเบรก ABS มีไฟส่องกลางวัน
เป็นต้น แต่ในทางตรงกันข้าม อัตราที่ว่านี้อาจจะสูงได้สำหรับผู้ซื้อที่เป็นวัยรุ่น,
ไม่มีประสบการณ์หรือคนที่มีประวัติการขับรถที่ไม่ดี หรือรถที่ไม่มีถุงลมนิรภัย
เป็นต้น ถ้าคุณตั้งใจที่จะซื้อรถสักคันด้วยเงินสด คุณก็ควรดูงบประมาณด้วย
กำหนดและจดไว้ว่าคุณต้องการจ่ายเงินเท่าไหร่ หรือราคาที่คุณตั้งไว้นั้นคือเท่าไหร่
และกำหนดราคาสูงสุดที่คุณคิดว่าจ่ายได้ ให้มั่นใจว่าคุณทำตามนี้ก่อนที่คุณจะเริ่มไปซื้อรถ
ทำไมการซื้อรถมือสอง (โดยปกติ) ถึงประหยัดเงิน
มีคนจำนวนมากที่จริงๆ แล้วสามารถที่จะซื้อรถที่มีเทคโนโลยีชั้นสูงและเป็นรถใหม่ได้
แต่ที่สุดก็เลือกซื้อรถมือสองแทน แต่ก่อนที่จะเรียกพวกนี้ว่าพวกงี่เง่าแล้วหล่ะก็
จริงๆ แล้วเราสามารถเรียนรู้อะไรบางอย่างจากพวกเขาได้ ทำไมคนที่ฉลาด
มีรายได้สูงจึงเลือกที่จะซื้อรถมือสองแทนรถใหม่กัน? ลองมาพิจารณาดูว่า
ราคาของรถใหม่สักคันนั้นมักจะตกครั้งละหลายพันดอลล่าร์เมื่อมันถูกมาขายเป็นครั้งที่สอง
โดยส่วนใหญ่แล้ว รถใหม่จะมีราคาสูงกันก็เนื่องจาก มันจะมีค่าธรรมเนียมต่างๆ
เช่น ค่าขนส่งของโรงงาน, ค่ารักษาความสะอาด, ค่าพื้นที่เก็บในคลังสินค้า,
ค่านายหน้า, และกำไรในส่วนของบริษัทผู้จำหน่ายรายย่อย นอกจากนั้น รถคันหนึ่งก็มักจะมีราคาตกถึงหนึ่งในสามจากราคาในตอนแรกแล้วหลังจากนั้นเพียงสามปี
แต่มันก็อาจจะวิ่งได้ต่อไปอีก 8-9 ปี หรือมากกว่านั้น ภาษี, ค่าประกันและค่าธรรมเนียมอื่นๆ
ของรถมือสองก็มักจะถูกกว่าด้วย ซึ่งทำให้การซื้อรถมือสองสักคันเป็นสิ่งที่ดึงดูดใจสำหรับคนที่คำนึงเรื่องราคา
นั่นเอง
หลุมพรางของการซื้อรถมือสอง
ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของการซื้อรถมือสองก็คือการไม่มีประกันภัย ผู้ขายส่วนตัวส่วนใหญ่มักจะไม่มีประกันภัยใดเลยให้กับรถที่พวกเขาขาย
ส่วนการซื้อรถมือสองจากบริษัทอาจจะมีการให้ประกันภัยฟรี หรือคิดเงินก็ได้แล้วแต่
โดยอาจจะให้ประกันภัยบุคคลที่สาม ซึ่งคุณก็อาจจะได้รับโดยที่ไม่ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากบริษัทก็ได้หลังจากที่คุณซื้อรถสักคัน
หลุมพรางอื่นๆ ของการซื้อรถมือสองก็คือ รถอาจจะมีประวัติที่ไม่ดี กล่าวคือ
เมื่อบริษัทได้ซื้อรถมือสองมาจากการประมูลหรือผู้ที่นำมาขายส่วนตัวแล้ว
โดยปกติบริษัทก็มักจะไม่ทราบเกี่ยวกับประวัติการใช้บริการที่ศูนย์ หรือประวัติเกี่ยวกับประวัติอุบัติเหตุแต่อย่างใด
ทันทีที่บริษัทประกันภัยประกาศว่ารถคันใดคันหนึ่งเป็นรถที่พังทั้งหมด
มันก็จะถูกระบุว่าเป็นรถ "salvage" แต่ถึงอย่างไรก็ตาม รถคันใดที่ไม่ได้พังทั้งหมดมันก็จะไม่โดนระบุเช่นนี้
ดังนั้น การรู้ถึงประวัติรถด้วยจึงเป็นสิ่งที่ดีเสมอ รถใดที่ถูกชนจนหมดสภาพแล้ว
และนำมาซ่อมใหม่ทั้งคันนั้น น่าจะมีราคาต่ำกว่าในตลาดสัก 50% หรือมากกว่านั้น
ดังนั้น การมีความรู้เรื่องนี้ก็สามารถประหยัดเงินของคุณได้เช่นกัน แต่ถึงอย่างไรก็ตาม
หลุมพรางต่างๆ เหล่านี้นั้นสามารถที่จะเอาชนะได้ด้วยข้อระมัดระวัง ดังนี้
- ถ้าคุณกังวลเรื่องความน่าเชื่อถือของรถมือสองสักคัน
ก็ให้หาซื้อประกันภัยเพิ่มเติม โดยพยายามหาราคาของรถมือสองของหลายๆ ที่และหลายๆ
รุ่น ประกันภัยต่ออายุที่มีราคาที่ถูกกว่าคือตัวที่บอกว่ารถคันนั้นมีความน่าเชื่อถือมากกว่า
- พยายามหลีกเลี่ยงรถที่มีกิโลเมตรบอกระยะทางสูง
(มากกว่า 20000 กิโลเมตรต่อปี และไม่มีประวัติการใช้บริการตรวจเช็คที่ศูนย์
หรือรถที่มีประวัติการใช้บริการที่ไม่ดีก็ตาม -
ให้เลือกซื้อรถรุ่นที่มีอายุสัก 3-4 ปี ณ ตอนนี้ -
เมื่อพบรถที่คุณชอบแล้ว ให้เช็ครถที่คุณกำลังจะซื้อนั้นเป็นรถที่เคยถูกซ่อม
หรือประเภท ชนจนหมดสภาพหรือไม่
ขั้นตอนที่ 2 การตัดสินใจเลือกรถที่จะซื้อ
ขั้นตอนต่อไปของการซื้อรถก็คือกำหนดว่ารถคันไหนที่คุณจะซื้อ รถคันไหนที่เหมาะกับคุณ
และคุณพบรถมือสองรุ่นต่างๆ ได้จากที่ไหนบ้าง นี้คือกลยุทธ์หนึ่งเนื่องจากการมีตัวเลือกของรถมือสองนั้นจะต้องมากกวารถใหม่ถึงสามเท่า
และข้อมูลก็มักจะหายากกว่า เริ่มแรก ลองคำนวณก่อนเลยว่าลักษณะที่คุณต้องการ
ยกตัวอย่างเช่น บางคนที่ซื้อรถเพื่อภาพลักษณ์ก็จะมีความต้องการที่ต่างไปจากคนที่ต้องการซื้อเพื่อการเดินทางระหว่างบ้านกับที่ทำงานเพียง
2 ชั่วโมง ให้คิดถึงวิถีชีวิตประจำวันของคุณมากกว่าเรื่องภาพลักษณ์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น
เช่น รถ Corvette สักคันอาจจะทำให้คุณยิ้มเอคุณมองออกไปจากรถ แต่คุณมีทางเลือกในการเดินทางได้หรือ
เมื่อก้อนภูเขาน้ำแข็งในช่วงต้นๆ เดือนพฤศจิกายนเข้ามาชนรถของคุณ
รถที่เหมาะกับวิถีชีวิตของคุณ
สิ่งแรกที่คุณต้องทำก็คือเลือกประเภทของรถที่เหมาะกับวิถีชีวิตของคุณมากที่สุด
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณต้องการบรรทุกเด็กๆ ด้วย รถขับเคลื่อนสองที่นั่งก็ดูเหมือนจะเป็นการตัดสินใจที่ไม่ฉลาดเท่าใด
การที่มีจำนวนรถมือสองมากมายก่ายกองในร้าน การเลือกรถสักคันจึงอาจเป็นเรื่องที่สับสนและกินเวลาได้
และต่อไปนี้ก็คือ คำถามบางคำถามที่อาจจะช่วยคุณตัดสินใจให้เบื้องต้นได้
- คุณชอบรถเกียร์มือหรือเกียร์อัตโนมัติ?
รถที่เป็นเกียร์มือมักจะถูกกว่ารถที่มีเกียร์อัตโนมัติ -
ต้องการรถสองประตูหรือสี่ประตู? รถแบบไหนที่เหมาะสมกับความจำเป็นของคุณมากที่สุด
- คุณต้องการรถขับเคลื่อน 2 ล้อ
หรือ 4 ล้อ สถานที่คือองค์ประกอบตัวแรกในการตัดสินใจ ถ้าคุณไม่ได้ต้องเข้าป่าล่าสัตว์
หรือออกค่าย คุณก็ไม่จำเป็นที่จะต้องไปเสียเงินสูงขึ้น และเปลืองค่าน้ำมันซึ่งมักจะมาจากรถขับเคลื่อนสี่ล้อแต่อย่างใด
- ความปลอดภัยนั้นสำคัญอย่างไร?
ให้เช็คอัตราความปลอดภัยของรถที่ต้องการ รวมทั้งการใช้งานของถุงลมนิรภัยทั้งของคนขับและผู้โดยสาร
- มีจำนวนผู้โดยสารมากเท่าไหร่ที่คุณต้องบรรทุกโดยปกติ?
- คุณต้องการพื้นที่เก็บสิ่งของมากหรือเปล่า?
- คุณต้องออกเดินทางบ่อยหรือไม่?
- ระยะทางของการเดินทางในแต่ละวันมากเท่าไหร่?
- คุณต้องการเบรคแอนตี้ล็อก หรือตัวควบคุมล้อหรือไม่?
- ต้องการเครื่องยนต์ขนาดเท่าไหร่?
ถ้าคุณเคยขับรถแปดจังหวะ เครื่อง 4 จังหวะจะช้าสำหรับคุณหรือเปล่า หรือถ้าคุณเคยขับรถ
4 จังหวะ การเปลี่ยนมาขับ 8 จังหวะจะทำให้คุณเปลืองน้ำมันหรือไม่?
- หรือมีลักษณะพิเศษอื่นๆ หรือไม่ที่คุณจำเป็นต้องมี?
เช่น ถ้าคุณมีหลังที่ไม่ดี ตัวดันหลังก็อาจจะเหมาะกับคุณ หรือบางทีคุณอาจจะเตี้ยมากก็ต้องมีตัวปรับที่นั่ง
ซึ่งจะทำให้คุณยกที่นั่งให้สูงขึ้นได้ ถ้ามันมีลักษณะพิเศษที่คุณต้องการแล้วหล่ะก็
ก็ให้จดเอาไว้เพื่อที่ว่ามันจะได้ช่วยตัดตัวเลือกที่ไม่เหมาะกับคุณออกไปได้
ในขณะที่ การซื้อรถที่เหมาะกับความจำเป็นทั้งในปัจจุบันและอนาคตของคุณนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญ
แต่พวกเราก็ไม่ลืมว่าคนทั่วไปก็มักจะคลั่งไคล้รถของพวกเขาด้วย รถคันหนึ่งสามารถบ่งบอกถึงภาพลักษณ์ของเจ้าของได้
แต่ในขณะที่รถสปอร์ตใช้งานอาจจะเป็นรถในฝันของคุณที่บังเอิญทำงานในด้านการขาย
แต่มันก็อาจจะไม่ใช่รถที่ดีที่สุดในการไปรับลูกค้า หรือบรรทุกสัมภาระจำนวนมาก
ซึ่งก็เช่นเดียวกับคนที่เป็นผู้ปกครองตามบ้าน ซึ่งอาจจะมองเห็นถึงประโยชน์ของการซื้อรถมินิแวน
แต่ก็คงไม่ชอบพวกรอยแปดเปื้อนเล็กๆ น้อยตามรถ แต่การประนีประนอมดูจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด
สำหรับคนที่เป็นนักธุรกิจก็ควรเป็นรถซีดาน เกียร์มือและเครื่องยนต์ขนาดใหญ่
สำหรับคนที่เป็นพ่อแม่ก็ควรเป็นรถที่ใช้งานได้มาก หรือรถวาก้อน แต่ต้องให้มั่นใจก่อนว่าได้วางแผนไว้ล่วงหน้าแล้ว
คุณอาจจะเลิกใช้รถคันเดียวกันในอีก 6-7 ปีข้างหน้าก็ได้
ดังนั้น พยายามนึกถึงความจำเป็นในอนาคตและการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตด้วย
มันมีรถหลายระดับในตลาด คำว่าระดับในที่นี้ก็คือ รถสปอร์ตใช้งาน, รถตู้,
รถสองประตู, รถซีดาน, คูเป้, กระบะ, สเตชั่นวาก้อน, และอื่นๆ เป็นต้น
การตัดสินใจเลือกรถสักประเภทก็หมายถึง คำว่า "เงิน" ด้วย ให้ตรองดูว่าคุณต้องการจ่ายเงินเท่าไหร่,
คุณต้องการวางเงินดาวน์เท่าไหร่, และในแต่ละเดือนคุณส่งได้เท่าไหร่ อย่ารอจนกระทั่งคุณตกหลุมรักรถคันใดคันหนึ่งไปแล้ว
ให้พยายามลองประเมินตามนี้ ทันทีที่คุณได้ตัดสินใจเลือกประเภทรถได้แล้ว
ให้ดูที่รูปแบบส่วนตัว อย่างเช่น ผู้ที่ซื้อรถซีดานขนาดกลาง ก็ควรศึกษารถซีดานหลายๆ
คันก่อนที่จะลดตัวเลือกให้น้อยลง และคนที่ซื้อรถสปอร์ตใช้งานก็ควรเก็บข้อมูลของรถหลายๆ
คัน อาจจะจากเว็บต่างๆ, หนังสือ, นิตยสาร เป็นต้น การลดตัวเลือกของรถมือสองลงมันยากกว่ารถใหม่เล็กน้อย
เนื่องจากมันมีรถมือสองให้เลือกจำนวนมาก ให้ลองคุยกับเพื่อนหรือคนที่รู้จักที่ขับรถที่คุณชอบดูก่อนคำพูดของคนก็มักจะเป็นวิธีการที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งในการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของรถบางคันได้
แบบไหนที่เรียกว่าเก่าเกินไป?
รถมือสองในฝันคือรถที่มีอายุน้อยกว่า 5 ปี ระยะทางน้อยกว่า 70,000 กิโลเมตร
กฎนี้ถือว่าสำคัญเนื่องจากชิ้นส่วนต่างๆ ที่ใช้นานๆ มันหมายถึงอายุ รวมทั้งการใช้งานที่มากเกินไป
นั่นเอง ระยะทางอาจจะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างอนุโลมได้บ้างเล็กน้อยสำหรับรถบางคันที่เป็นที่รู้กันดีว่ามีความน่าเชื่อถือเป็นเลิศ
ยกตัวอย่างเช่น รถบางคันที่มีระยะทาง 70,000 กิโลเมตรขึ้นยังคงมีระยะการใช้งานที่ยาวนาน
ถ้ารถคันดังกล่าวได้รับการเอาใจใส่อย่างดีตลอดมา เมื่อมองหารถที่มีระยะทางน้อย
หลักทั่วไปก็คือประมาณ 15,000 - 20,000 กิโลเมตรต่อปี ซึ่งบ่งบอกได้ว่าเป็นรถใหม่คันหนึ่ง
บางคนอาจจะมองว่า 15,000 กิโลเมตรต่อปีเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างต่ำแล้วได้
หรือบางคนก็อาจจะมองว่า 20,000 กิโลเมตรต่อปีก็เป็นไปได้ เช่นกัน รถคันใดก็ตามที่ถูกขับขี่มามากกว่า
20,000 กิโลเมตรต่อปีนั้นสมควรที่คุณจะเลี่ยง ให้มองรถที่มีตัวเลข 15,000
กิโลเมตรต่อปีไว้เป็นหลัก แต่ก็ให้ยืดหยุ่นนิดหน่อยได้ ถ้ารถคันนั้นได้รับการดูแลรักษาอย่างดีตลอดมา
และจงจำไว้ด้วยว่าตัวเลชดังกล่าวนั้นจะไม่มีความหมายอะไรเลย ถ้ารถคันนั้นเคยชนมาก่อน
รถบางคันอาจจะเสียหายได้ในระยะทางเพียงไม่กี่พันกิโลเมตร
ดังนั้น อย่าเหมาเอาเพียงว่าเพราะรถคันนั้นมีตัวเลขไมล์ที่ต่ำแล้วจะดีเสมอไป
ตัวอ่านระยะทางก็สามารถที่จะตีกลับได้ และกลลวงนี้ก็ได้ถูกใช้โดยพวกขายรถส่วนตัวมานักต่อนักแล้ว
ซึ่งผลของมันจะเห็นได้ชัดคือ รถที่มีระยะระยะทางสูงกลับกลายเป็นรถที่มีระยะทางต่ำ
เพื่อทำให้รถดูมีราคาสูงขึ้นนั่นเอง เพื่อเป็นการเลี่ยงการโกงระยะทางนั้น
ให้นำรถคันนั้นไปเช็คไมล์โดยการทำ VIN (vehicle Identification number)
ถ้ารถคันนั้นเคยถูกซื้อมาก่อนหน้านี้ ระยะทางของมันก็จะถูกบันทึกเอาไว้ก่อนหน้านี้
ถ้าระยะทางที่ถูกบันทึกเอาไว้มันมีตัวเลขสูงกว่าที่ตัวอ่านระยะทาง ณ
ปัจจุบัน ให้โทรแจ้งสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภคเพื่อให้แจ้งคนขายว่าเขาโกงระยะทางได้
วิธีที่ง่ายอีกวิธีหนึ่งซึ่งจะทำให้คุณมั่นใจก็คือ การตรวจสอบระดับความน่าเชื่อถือของรถมือสองหลายๆ
คัน แต่ให้จำไว้ว่า ความน่าเชื่อถือไม่ได้บอกว่าราคาขายครั้งที่สองจะสูงเสมอไป
ยกตัวอย่างเช่น Benz ซึ่งไม่มีตัววัดความน่าเชื่อถือแต่อย่างใด แต่มันก็จะมีค่าสูงเสมอ
ทั้งนี้มันก็มีแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของรถมือสองจำนวนมากทั้งบนอินเตอร์เนต
และตามหนังสือ ก็ให้ลองสละเวลาในการดูสิ่งเหล่านี้ด้วย เพื่อที่ว่าจะได้ประหยัดเงินในระยะยาวของคุณได้
ขั้นตอนที่สาม การศึกษาและการเตรียมตัว
เช่นเดียวกับหลายๆ สิ่งหลายอย่างในชีวิต ความรู้คือเครื่องมือในการเจรจาต่อรองและเป็นสิ่งป้องกันตัวที่ดีที่สุดที่คุณสามารถมีได้
เมื่อคุณอยู่ในสถานการณ์อันสะพรึงกลัวและไม่เคยเจอมาก่อน ในส่วนนี้ คุณจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับทางเลือกทั้งหมดในการซื้อรถมือสองสักคัน
จากนั้นคุณก็จะได้อ่านคำแนะนำต่างๆ ในการดำเนินการที่ง่ายและสร้างความพอใจมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
การทำการศึกษาในเบื้องต้นบางอย่าง และสร้างเกระคุ้มกันให้กับตัวเองด้วยความรู้นั้นจะช่วยให้ขบวนการในการซื้อรถมือสองของคุณนั้นมีอำนาจ
จะซื้อรถมือสองได้ที่ไหน? มันมีแหล่งในการซื้อรถมือสองจำนวนมาก และคงจะเป็นการลำบากที่จะให้ระบุว่าที่ไหนที่คุณจะได้รับราคาที่ดีที่สุด
ตัวเลือกต่างๆ เช่น การประมูล, บริษัทจำหน่ายรถใหม่, คลังรถมือสองส่วนตัว,
ผู้จำหน่ายส่วนตัว, บริษัทรถเช่า หรือห้างรถมือสอง
1. บริษัทรถใหม่ ตามปกติแล้ว บริษัทรถใหม่มักจะทำกำไรส่วนใหญ่มาจากคลังรถมือสอง
แต่ไม่ใช่รถใหม่ เหตุผลก้คือว่า ถึงแม้ว่าราคารถมือสองอาจจะต่ำกว่า แต่การเพิ่มราคาของรถเก่านั้นมักจะสูงกว่ารถใหม่
กล่าวคือ บริษัทผู้จำหน่ายรถจะซื้อรถมือสองมาที่ราคาหนึ่งจากผู้ที่กระหายที่จะซื้อรถใหม่ด้วยราคาที่ต่ำกว่าความเป็นจริงมาก
จากนั้น บริษัทก็จะพยายามที่จะขายรถคันดังกล่าวให้ราคาที่สูงกว่าเดิมมาก
(บางครั้งอาจมากถึง 3 เท่าตัวของราคาที่บริษัทจ่ายไปเลยทีเดียว) ซึ่งก็เป็นการคืนกำไรให้กับตนเอง
นั่นเอง เพราะว่ามีหลายๆ คนที่นำรถเก่ามาแลกเปลี่ยนเพื่อต้องการที่จะซื้อรถใหม่
บริษัทผู้จำหน่ายรถจึงมักมีตัวเลือกรถมือสองให้เลือกจำนวนมาก สำหรับบริษัทที่มีชื่อส่วนใหญ่ก็มักจะต้องทำให้แน่ใจก่อนว่า
รถเหล่านั้นมีสภาพที่ดีจริงๆ พวกเขาจึงจะให้ราคาที่ดีได้ 2.
แหล่งรถมือสองอิสระ การซื้อรถจากพนักงานขายรถมือสองนั้นก็มีความเสี่ยงเช่นเดียวกันกับการซื้อรถมือสองจากบริษัทขายรถใหม่
พวกนี้อาจจะมีรถให้เลือกจำนวนมาก แต่ถึงอย่างไรก็ตาม มันก็จะมีรถจำนวนมากที่เป็นรุ่นที่เก่ามากๆ
เลยทีเดียว ถ้าคุณกำลังหารถประเภทที่หายาก สถานที่แห่งนี้จึงสามารถที่จะเป็นคลังรถมือสองที่ดีของคุณแหล่งหนึ่งได้
แต่ถ้าคุณเลือกที่จะมาที่นี้ ก็ต้องเตรียมตัวรับกลยุทธิ์การขายที่มีความกดดันสูงด้วย
และต้องขยันเช็ครถให้ทั่ว และต้องจดทุกคำสัญญาของคนขายลงกระดาษด้วย
3. การประมูล การประมูลอาจจะเป็นแหล่งที่มีความน่าเชื่อถือน้อยที่สุดในการซื้อรถมือสอง
มันเป็นเรื่องยากที่จะประมูลได้เพราะคนส่วนใหญ่ที่มาร่วมประมูลนั้นมักจะเป็นพวกตัวแทนจากบริษัทรถ
นั่นเอง นอกจากนั้น รถบางคันที่ถูกนำมาจำหน่ายในการประมูลก็มักจะผ่านอุบัติเหตุหนักๆ
จนต้องซ่อมกันใหม่ด้วย คุณสามารถติดต่อบริษัทในการซื้อรถให้คุณสักคันจากการประมูลได้
แต่จะต้องเสียค่าธรรมเนียมให้กับบริษัทเพื่อเป็นค่าบริการด้วย ตัวคุณเองไม่สามารถที่จะเห็นหรือทดสอบขับรถก่อนที่คุณจะซื้อได้
และมีโอกาสในการรู้จักรถดังกล่าวน้อยมาก นอกจากนั้น คุณก็จะต้องจ่ายเงินสดด้วย
การประมูลจึงเป็นสิ่งที่เสี่ยง และเราก็ขอแนะนำให้คุณเลี่ยงมันเสีย การหาข้อเสนอดีๆ
สักอย่างจากการประมูลนั้นเปรียบได้รับการถูกล็อตเตอรี่เลยทีเดียว กล่าวคือ
มันเป็นไปได้แน่นอน แต่โอกาสนั้นน้อยมากที่จะเจอ 4.
ผู้จำหน่ายส่วนตัว แม้ว่ามันอาจจะใช้เวลามากหน่อย แต่การซื้อรถมือสองจากผู้จำหน่ายส่วนตัวนั้นก็มักจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการหารถที่มีคุณภาพสักคันในราคาที่ไม่สูงนัก
ไม่ว่าคุณจะซื้อรถมาโดยผ่านโฆษณาตามหนังสือพิมพ์, อินเตอร์เนต, หรือจากปากใครสักคนก็ตาม
ผู้จำหน่ายส่วนตัวก็มักจะตั้งราคาที่อยู่ระหว่างราคาในท้องตลาด และราคาตามการแลกเปลี่ยน
พวกเขารู้ว่ารถได้รับการดูแลรักษาอย่างไร, เก็บอย่างไร และรับการบริการอย่างไร
และพวกเขาก็ยินดีที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับเบื้องหลังของรถให้ด้วย
แต่ถึงอย่างไรก็ตาม คุณก็ควรจะระมัดระวังตัวด้วย เพราะว่าบริษัทบางบริษัทอาจจะทำเป็นมาติดประกาศในหน้าหนังสือพิมพ์ให้ดูเหมือนเป็นผู้จำหน่าย
ส่วนตัวก็ได้ นอกจากนั้น ตัวผู้จำหน่ายสินค้าก็อาจจะทำเป็นลืมพูดถึงส่วนไม่ดีเกี่ยวกับรถ
ถ้าคุณไม่ขอให้เขาพูดออกมาด้วย และข้างล่างนี้ก็คือรายการคำถามที่คุณควรจะถามผู้ขายเมื่อคุณโทรศัพท์หาเขา
- คุณคิดราคารถเท่าไหร่? (ลองมองหาสัญญาณที่บอกว่าผู้ขายอาจจะเต็มใจให้ต่อรองราคาได้)
- ลองบอกรายละเอียดของรถคุณหน่อยซิ
- สภาพเป็นอย่างไร? (จดเอาไว้ และนำไปเปรียบเทียบเมื่อเวลาที่คุณเห็นรถด้วยตัวของคุณเอง
ถ้าตัวผู้ขายเผยข้อเสียบางอย่าง ก็ให้จดเอาไว้เพื่อเอาไว้เป็นส่วนลดเวลาที่คุณต่อรองราคา)
- คุณเป็นเจ้าของคันนี้มานานเท่าไหร่แล้ว?
(ระบุใหั้แน่ชัดว่าคุณกำลังคุยอยู่กับเจ้าของคนแรก) -
ทำไมคุณถึงขาย? (คำตอบต่างๆ จะมีประโยชน์เพราะในฐานะของผู้ซื้อ คุณลองพิจารณาดูว่ารถคันนี้น่าเชื่อถือหรือไม่?)
- ประกาศขายมานานเท่าไหร่แล้ว (คำถามนี้จะทำให้คุณสามารถขอให้เขาลดราคาลง
และมันอาจจะแสดงให้เห็นว่าผู้ขายมีความกระหายในการขายรถคันดังกล่าวมากเพียงใด)
- รถเคยเจออุบัติเหตุบ้างหรือไม่?
- คุณได้รถคันนี้มาจากไหน? เมื่อไหร่?
- ปัญหาที่เคยเกิดกับรถคันดังกล่าวมีอะไรบ้าง?
เคยมีการซ่อมแซมบ้างหรือไม่? - มีประวัติการเข้าบริการในศูนย์หรือเปล่า?
(ถ้าไม่มีก็หมายความว่า คุณกำลังคุยกับเจ้าของที่ไม่ถูกตัว หรือไม่ก็เขาอาจจะกำลังปิดบังประวัติที่ไม่ดีของรถอยู่)
- คุณคือพวกจำหน่ายรายย่อยหรือทำงานประเภทนี้หรือเปล่า? - คุณใช้รถอะไรอยู่ตอนนี้
ปัญหาใหญ่ของการซื้อรถจากผู้จำหน่ายส่วนตัวก็คือการไม่มีประกันภัย ประกันภัยสามารถที่จะซื้อจากบริษัทผู้จำหน่ายรถใหม่
หรือรถมือสองอื่นๆ ก็ได้ โรงงานหรือบริษัทประกันภัยเอกชน แต่โดยรวมแล้วการซื้อรถจากผู้จำหน่ายส่วนตัวคือวิธีที่ดีที่สุดที่จะได้รถมือสองราคาที่เหมาะสม
แต่ที่ดีกว่าก็คือการซื้อรถจาก
คนที่เรารู้จัก เช่น เพื่อนหรือญาติ คุณอาจจะรู้ประวัติของรถนั้นแล้ว
มันได้รับการดูแลรักษาอย่างไร และคนนั้นอาศัยอยู่ที่ไหน
ถ้าเขาเกิดโกงคุณ ขึ้นมา แต่ถึงอย่างไรก็ตาม จงมั่นใจว่าคุณได้ทำการบ้านและทำตามข้อเสนอแนะของเราแล้ว
เพื่อที่จะทำให้คุณมั่นใจว่า คุณได้ข้อตกลงที่ดีจากการซื้อรถมือสองสักคัน
5. บริษัทรถเช่า รถเช่าปกติแล้วจะมีระดับไมล์สูง
ซึ่งก็ถูกใช้งานโดยคนหลายคนมาก และก็แน่นอนว่าต้องใช้งานหนัก แต่อย่างไรก็ตาม
รถพวกนี้มักจะมีบันทึกการเข้าศูนย์ที่แสดงให้เห็นว่ารถเหล่านี้ได้รับการรักษาอย่างดี
และมักจะถูกนำมาขายในราคาที่สมเหตุสมผล ในการหารถมือสองที่ถูกขายโดยบริษัทรถเช่านั้นให้เช็คที่สมุดหน้าเหลือง
และให้จำไว้ด้วยว่าคลังรถเก่าและรถใหม่จำนวนมากก็มักจะขายรถที่ซื้อมาจากบริษัทรถเช่านี้ด้วยเช่นกัน
6. ห้างรถมือสอง เหมือนกับที่อื่นๆ บริษัทผู้จำหน่ายรถบางรายมักจะเป็นในลักษณะของ
"ซุปเปอร์สโตร์" บริษัทประเภทนี้มักจะมีรถที่มีไมล์ต่ำให้เลือกจำนวนมาก
รวมทั้งรถที่ตกรุ่นและมักจะซื้อมาในแต่ละครั้งจำนวนมาก ซึ่งก็หมายความว่า
บริษัทเหล่านี้สามารถที่จะให้การลดราคากับลูกค้าได้ บริษัทเหล่านี้มักจะเป็นคลังสินค้าที่ไม่มีการต่อรอง
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะไม่ได้รับข้อเสนอที่ดีได้ แต่ก็ลองเทียบราคาด้วยเพราะว่าร้านบางร้านจะตั้งราคาสูง
แต่รถมือสองที่จำหน่ายโดยบริษัทใหญ่ๆ เช่นนี้มักจะได้รับการเช็คปัญหาต่างๆ
ของเครื่องยนต์จนทั่ว รวมทั้ง ส่วนใหญ่ก็มักจะให้การประกันด้วย
บริษัทจำหน่ายรายย่อยกับผู้จำหน่ายส่วนตัว
สำหรับแหล่งที่ธรรมดาที่สุดที่ประชาชนมักจะใช้ในการมองหารถมือสองนั้นก็คือ
โฆษณาทางหน้าหนังสือพิมพ์ของบริษัทผู้จำหน่ายรถและผู้จำหน่ายส่วนตัว
แต่อย่างไหนหล่ะที่ดีกว่า? คุณอาจจะทรายจากบทความข้างบนแล้วว่า ทั้งสองแหล่งก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย
แต่เราขอแนะนำให้คุณลองซื้อจากผู้จำหน่ายส่วนตัวก่อนโดยหาตามประกาศหรือจากใครบางคนที่คุณรู้จัก
วิธีนี้มักจะเป็นวิธีที่ไร้ความกดดันมากที่สุดในการซื้อรถมือสอง เพราะว่าตัวผู้ขายจะไม่คิด,
พูดหรือแสดงกริยาเหมือนกับพนักงานขายรถ และส่วนใหญ่ก็มักจะเสนอราคาที่สมเหตุสมผล
มักจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับประวัติรถ, ไม่พยายามที่จะขายอุปกรณ์เพิ่มเติม
เช่นการกันสนิม
เป็นต้น และมักจะพยายามต่อรองน้อยที่สุด (เพราะเขาไม่ต้องการรถนั้นอีกต่อไปแล้ว)
ถ้าคุณมองหารถที่มียี่ห้อและรุ่นที่หายากแล้วหล่ะก็ และก้ดูเหมือนจะหารถที่คุณต้องการไม่เจอหรือไม่ชอบการเจรจาต่อรองมากนัก
การซื้อรถจากบริษัทอาจจะเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับการซื้อรถมือสองของคุณได้
ราคาซื้อ
เมื่อซื้อรถใหม่หรือรถเก่าก็ตาม กฎที่สำคัญที่สุดที่ควรจำก็คือ อย่าพยายามตกหลุมรักกับรถที่คุณกำลังคิดจะซื้อ
เพราะการเจรจาเรื่องราคามักจะสูงมาก จงระลึกไว้เสมอว่า การคิดว่าจะต้องเอารถคันใดคันหนึ่งโดยเฉพาะเจาะจงนั้นสามารถผลาญเงินของคุณได้มากกว่าการที่คุณตัดสินใจผิดในการ
ซื้อรถใหม่ได้ด้วยซ้ำ ถ้าคุณพร้อมที่จะเดินออกจากร้าน โดยไม่ซื้อรถสักคัน
และถ้าคุณทำให้คนขายเห็นทีท่าของคุณที่ชัดเจน คุณก็จะสามารถได้รับข้อตกลงที่ดีเพิ่มมากขึ้นอย่างเหลือเชื่อด้วย
เมื่อถูกเสนอราคาหนึ่งเข้ามา ให้ทราบราคาตลาดของรถไว้เสมอด้วย และพยายามเสนอราคาเริ่มต้นที่ต่ำกว่า
หรือแม้แต่ต่ำกว่าราคาแลกเปลี่ยนก็ตาม คุณสามารถที่จะเพิ่มราคาให้สูงขึ้นจากที่ตั้งไว้ต่ำได้เสมอ
แต่ถ้าคุณเริ่มตั้งราคาที่สูงเกินไป มันจะยากมากที่จะทำให้ราคาลดลงได้
การใช้อินเตอร์เนต
มีวิธีในการใช้อินเตอร์เนตเพื่อการซื้อรถมือสองอยู่สองวิธีคือ การศึกษาและการซื้อ
ถ้าคุณได้อ่านบทความนี้คุณก็คงจะทราบแล้วว่าอินเตอร์เนตนั้นคือ วิถีทางเพื่การศึกษาก่อนซื้อรถที่ดีมากวิธีหนึ่ง
หลังจากที่คุณทราบทั้งราคาแลกเปลี่ยนและราคาในท้องตลาดของรถที่คุณสนใจแล้ว
คุณก็ควรที่จะลองเทียบราคาดู เว็บไซต์ต่างๆ คือแหล่งทีดีสำหรับการซื้อรถมือสองแห่งหนึ่ง
ถึงแม้ว่าคุณอาจจะพบรถคันที่คุณต้องการจากร้านตามท้องถนนแล้วก็ตาม แต่เว็บเหล่านี้ก็สามารถที่จะช่วยคุณในการทราบว่ารถคันดังกล่าวนั้นมีจุดขายอะไร
ราคารถมือสองสามารถที่จะขึ้นๆ ลงๆ ได้ตามเขตทางภูมิศาสตร์และความนิยมในปัจจุบัน
การค้นหาลักษณะพิเศษเดียวกันของรถคันอื่นๆ ในเขตพื้นที่ของคุณบนอินเตอร์เนตก็ทำให้คุณสามารถเปรียบเทียบร้านแต่ละร้านได้โดยที่ไม่ต้องพูดคุยกับใครในร้าน
หรือติดต่อกับพนักงานขายในร้านก็ตาม
นอกจากนั้น มันก็ยังทำให้คุณสามารถทราบถึงราคาที่แท้จริงในตลาดได้ อินเตอร์เนตสามารถที่จะบรรจุตัวเลือกรถยนต์ไว้ได้จำนวนมากในพื้นที่แห่งเดียว
และมันก็เป็นการง่ายที่จะดำเนินขั้นตอนต่อไปได้เลย นั่นคือ การทดสอบขับรถ
เพียงแต่ติดต่อไปยังผู้ขายและทำการนัดหมาย แต่ถ้าคุณต้องการซื้อรถทางอินเตอร์เนตจากผู้ขายในเมืองอื่นๆ
จริงๆ คุณก็อาจจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมในการขนส่ง รถยนต์ไปให้คุณ หรือไม่ก็ต้องเสียเงินค่าเดินทางไปยังเมืองที่รถถูกนำมาขายก็ได
การจ่ายเงินและสินเชื่อ
ทันทีที่คุณลดตัวเลือกลงเหลือ 2-3 คัน ที่คุณสามารถรับได้แล้วหล่ะก็
คุณก็คงพร้อมที่จะทำตามขั้นตอนต่อไป แต่ก่อนที่คุณจะวิ่งไปเซ็นสัญญา
มันยังมีประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องเงินทองที่จะต้องคำนึงถึงก่อนด้วย
กล่าวคือ คุณน่าจะมีราคาเงินกู้สัก 2 ที่ หนึ่งคือจากธนาคารหรือจากสหกรณ์ของคุณ
และสองจากแหล่งการเงินอื่นๆ ราคาเหล่านี้คุณสามารถได้รับทางโทรศัพท์ได้
ให้ใช้ตัวเลือกที่ดีที่สุด โดยดูที่การจ่ายเงินรายเดือนและค่าประกันรถ
ถ้าการจ่ายเงินรายเดือนอยู่ที่ประมาณ 15% ของรายได้ในแต่ละเดือนก็ดีใจได้ว่าคุณได้ใช้การพิจารณาที่ถูกต้องแล้ว
แต่ถ้าการจ่ายเงินในแต่ละเดือนสูงกว่า 15% ของรายได้รายเดือน คุณก็ควรจะคำนวณใหม่อีกครั้งว่ารถแบบไหนที่จะเหมาะสมกับงบประมาณของคุณบ้าง
การเช่ารถมือสอง
ในเมื่อรถใหม่สามารถที่จะเช่าได้ระยะเวลาหนึ่ง รถมือสองก็สามารถเช่าได้เช่นกัน
การเช่ารถมือสองนั้นไม่ง่ายเหมือนกับการเช่ารถใหม่ แต่แนวคิดนั้นก็คล้ายๆ
กัน ผู้ซื้อจ่ายเงินส่วนหนึ่งของราคารถให้กับบริษัท การเข่าจะถูกคำนวณตามการเสื่อมราคาตามระยะเวลาของการเช่า
และคุณก้จะต้องจ่ายค่าเสื่อมบวกกับค่า ดอกเบี้ย
การเช่ารถนั้นมักจะสร้างความสนใจให้กับผู้ซื้อที่ต้องการรถใหม่ทุกๆ 2-3
ปี เพราะการเช่าจะตั้งราคาการจ่ายค่างวดที่ถูกกว่า แต่ถึงอย่างไรก็ตาม
ถ้าสมมติว่าคุณกำลังคิดที่จะเช่ารถมือสองสักคันเพื่อที่จะจ่ายเงินรายเดือนที่ถูกกว่าแล้วหล่ะก็
คุณก็ต้องดูให้ดีด้วย เพราะว่าการเช่ารถมือสองนั้นจะไม่รับการประกันจากโรงงาน
ดังนั้น การเช่ารถใหม่อาจจะกลายเป็นเรื่องที่คุ้มกว่าก็ได้ ปัญหาอื่นๆ
ในการเช่ารถมือสองก็คือความจริงที่ว่า คุณต้องรับผิดชอบการดูแลรักษารถ
กล่าวคือ เมื่อหมดสัญญาเช่า คุณก็ต้องคืนรถในสภาพที่สมบูรณ์ หรือไม่ก้อาจจะโดนค่าปรับเพิ่มอีกจำนวนมากด้วย
รถมือสองมักจะต้องการการดูแลรักษาที่มากกว่ารถใหม่ ดังนั้น เรื่องประหยัดเงินไม่ต้องคิดกันเลย
เพราะมันจะหมดไปกับค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาเดือนต่อเดือนที่สูงกว่า
รถมือสองที่ได้รับการรับรองแล้ว
ในปัจจุบัน โรงงานผู้ผลิตได้มีการเสนอขายรถมือสองที่ได้รับการรับรองจากโรงงานมากขึ้นเรื่อยๆ
กล่าวคือ โรงงานจะทำการซื้อรถที่มีไมล์ต่ำมา ทำการตรวจสอบอย่างละเอียด
จากนั้นก็นำไปขายพร้อมกับให้การรับประกันจากโรงงาน โดยทั่วไปแล้ว จะมีการเสนอการประกันคุ้มครองเครื่องยนต์และสนิม
ข้อจำกัดเรื่องไมล์มักจะเป็นสิ่งที่มากับรถที่ได้รับการรับรองเสมอ ดังนั้น
คุณก็อาจจะลองเช็คกับบริาทเพื่อให้หารถมือสองที่ได้รับการรับรองจากโรงงานให้ก็ได้
และส่วนใหญ่รถที่ได้รับการรับรองมักจะถูกขายในราคาที่ตายตัว ไม่มีนโยบายการต่อรอง
ดังนั้น ถ้าคุณชอบที่จะต่อรองราคา ก้ให้หาประกันบริษัทเอกชนที่อื่นเพื่อเป็นการต่อประกันด้วยตัวเองก็จะเป็นการดีกว่า
คุณจะต้องทำอย่างไรกับรถคันปัจจุบันของคุณ
การนำไปแลกเปลี่ยนกับการนำไปขายด้วยตัวของคุณเอง
ถ้าคุณไม่ได้มีปัญหาเรื่องเงินสดนัก อย่านำรถของคุณไปแลกกับบริษัทจะดีกว่า
เนื่องจากบริษัทจำหน่ายรถส่วนใหญ่มักจะไม่ให้ราคาตามราคาจริง คุณจึงได้รับเงินที่น้อยมาก
คุณสามารถใช้รถเก่าของคุณเป็นเหยื่อล่อในการเจรจาได้อย่างแน่นอน โดยพูดเช่นนี้
"ฉันต้องการนำรถมาแลก แต่เอาเป็นว่าค่อยพูดกันจนกว่าจะเจาจาต่อรองกันก่อนแล้วกันนะ"
จากนั้นเขาก็จะทำเป็นแข็งกับคุณ อาจจะตกลงที่จะลดราคารถมือสองคันใหม่ที่คุณสนใจให้แทน
แต่เมื่อเขากลับมาตกลงเรื่องราคาแลกเปลี่ยนอีกครั้ง คุณก็อาจจะพูดสั้นๆ
ว่า ผมตัดสินใจแล้วว่าผมคงเก็บรถคันเก่าให้กับลูกชายวัย 16 ปีของผมดีกว่า
หรือไม่ก็ลูกสาวของคุณต้องการที่จะซื้อมันจากคุณ หรือไม่ก็เปลี่ยนใจไปเลยเท่านั้นเอง
แต่ก็ขอโทษสักนิดหน่อยเมื่อต้องการนำรถกลับ แต่ให้นำรถไปขายในตลาดที่เปิดด้วยตัวของคุณเองแทน
ซึ่งก็จะได้ราคาที่ดีกว่า คุณจะขายรถของคุณได้อย่างไร
การขายรถของคุณอาจจะใช้เวลาและใช้แผนการนิดหน่อย แต่มันก็จะใช้ค่าในท้ายที่สุด
สิ่งที่ต้องทำสิ่งแรกเลยก็คือการคำนวณว่ารถของคุณในปัจจุบันนั้นมีราคาเท่าไหร่
จากนั้นก็ปรับปรุงสภาพรถ ไมล์ที่สูวหรือต่ำ และอุปกรณ์ต่างๆ (ให้ทำด้วยความซื่อตรง)
คุณอาจจะพิจารณาตากการประกาศขายรถที่คล้ายกับรถของคุณจากแหล่งต่างๆ เพื่อดูว่าเขาตั้งราคากันเท่าไหร่
ถ้าราคาที่คุณคำนวณมันสูงไป ก็ให้ลองคำนวณใหม่อีกครั้ง บางทีคุณอาจจะเอาค่าทางจิตใจบวกเข้าไปกับรถซึ่งคนอื่นๆ
นั้นอาจจะไม่เข้าใจ (เพียงเพราะว่ามันเป็นรถที่คุณขับในวันที่คุณออกเดทครั้งแรก
แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะมีค่าในตลาดแต่อย่างใด) หรือบางทีคุณอาจจะตั้งราคาต่ำไป
เป็นต้น สำหรับราคาของการขายครั้งที่สองนั้นจะแตกต่างกันออกไปตามเขตทางภูมิศาสตร์
รวมทั้งความนิยมในปัจจุบัน ทันทีที่คุณได้กำหนดราคาของรถคุณได้แล้ว ก็ให้ติดประกาศลงในหนังสือพิมพ์รายใหญ่ๆ
และคอยรับโทรศัพท์ เมื่อโทรศัพท์ดังขึ้น ให้พร้อมที่จะตอบคำถามทุกคำถามที่คุณจะถูกถาม
พร้อมที่จะอธิบายประวัติรถ, ประวัติเครื่องยนต์, ข้อเสียและคุณสมบัติต่างๆ
พยายามเน้นข้อดีของรถคุณ และพยายามทำให้ข้อเสียต่างๆ กลายเป็นข้อดี ถ้าเป็นไปได้
ยกตัวอย่างเช่น เมื่อคุณขายรถฟอร์ด Escort GT คุณทราบดีว่าลูกค้าอาจจะไม่ต้องการที่จะเป็นฝ่ายถามก่อน
ดังนั้น ก็ให้คุณอธิบายว่าดิสก์เบรคสี่ล้อของรถดังกล่าวมีความสามารถในการหยุดรถที่ดีอย่างไร,
ระบบกันสะเทือนมันดีอย่างไร เป็นต้น รถก็อาจจะถูกซื้อไปสำหรับคนที่กำลังมองหารถที่ปลอดภัย
ไร้ข้อกังวลใจเพื่อใช้รับส่งลูกสาวของเขาไปเรียน เป็นต้น โดยปกติแล้ว
มันจะเป็นการดีมากที่จะพบหน้าผู้ซื้อในสถานที่สาธารณะสักแห่ง และให้นักแฟนหรือเพื่อนไปด้วยเพื่อความปลอดภัย
จดข้อมูลที่สำคัญๆ ของลูกค้า เช่น ชื่อ, ที่อยู่และหมายเลขใบขับขี่ เป็นต้น
ให้ขอใบขับขี่ของเขามาดูก่อนที่จะอนุญาตให้ใครมาทดสอบรถ เนื่องจากบริษัทประกันภัยส่วนใหญ่จะให้การประกันผู้ขับที่มีใบขับชี่เท่านั้น
ในกรณีถ้าเกิดอุบัติเหตุเกิดขึ้น
การยกเลิกสัญญา
ถ้าพวกเขาชอบลักษณะการขับเคลื่อนของรถ และตัดสินใจที่จะเสนอราคาที่คุณสามารถยอมรับได้
ก็ให้ขอเงินล่วงหน้าและสัญญาการซื้อด้วย สัญญาอาจจะพิมพ์มาก่อนหน้านี้
และควรระบุปี, ยี่ห้อและรุ่น, หมายเลข VIN ของรถ, จำนวนเงินล่วงหน้าที่ผู้ซื้อได้มอบและสถานที่ที่กรอกใบสัญญา
ทั้งคุณและผู้ซื้อต้องเซ็นชื่อและวันที่ทำสัญญา รวมทั้งทำสำเนาเอาไว้ด้วย
การรับเงินล่วงหน้า ก้เท่ากับว่าคุณทำสัญญากับผู้ซื้อแล้ว ดังนั้น คุณไม่สามารถที่จะขายรถคันดังกล่าวให้คนอื่นได้อีก
แม้ว่าเขาจะให้ราคาที่ดีกว่าก็ตาม เมื่อคุณพร้อมที่จะโอนรถ ผู้ซื้อต้องแสดงแคชเชียร์เช็คจากสถาบันการเงินแห่งใดแห่งหนึ่ง
และคุณเอวก็ควรมอบทะเบียนและรถให้เขา ถ้าคุณยังไม่ได้เป็นเจ้าของรถอย่างชัดเจน
ทะเบียนอาจจะอยู่ในมือของสหกรณ์หรือธนาคาร ผู้ซื้อก็ควรจะเป็นผู้ที่ตรวจสอบกับสถาบันการเงินแทนคุณได้
(ให้แน่ใจว่าตรวจสอบกับสถาบันสินเชื่อของคุณให้แน่ใจสำหรับขั้นตอนที่แน่นอนด้วย)
ทั้งสองฝ่ายควรเดินทางไปที่ธนาคารของคุณเพื่อจ่ายเงินกู้ด้วยกัน รวมทั้งทำเอกสารและโอนชื่อ
ดังนั้นจงมั่นใจว่าได้ยกเลิกการประกันของรถแล้ว เพื่อที่ว่าคุณจะได้ไม่ต้องจ่ายค่าประกันของรถที่คุณไม่ได้เป็นเจ้าของอีกต่อไปซ้ำซ้อน
ขั้นตอนที่ 4 การซื้อรถ
รายการตรวจสอบ
เมื่อคุณได้ทำการศึกษามาบ้างแล้ว คราวนี้ก็เป็นเวลาที่จะไปซื้อรถ แต่ก่อนที่จะก้าวเข้าร้าน
ให้แน่ใจก่อนว่าคุณได้นำสิ่งเหล่านี้ไปด้วย -
สมุดจด - ปากกา -
เครื่องคิดเลข - นาฬิกา -
ใบขับขี่ - การกู้เงินที่ได้รับการรับรองแล้ว
- ข้อมูลราคาประกันรถ
- ความอดทนอย่างสูง
 |
การทดสอบการขับขี่
การทดสอบที่ดีคือต้องมากกว่า 15 นาที เพื่อที่ว่ารถจะได้ทำความร้อนได้ทั่วถึง
ในความเป็นจริงแล้ว ควรขยายระยะเวลาการทดสอบรถให้นานมากที่สุดเท่าที่จะเป็นได้
ให้ขับไปรอบๆ นานพอสมควร ผู้จำหน่ายรถมือสองส่วนใหญ่มักจะอนุญาติให้คุณขับขี่ได้ในตอนกลางคืนด้วยซ้ำ
ผู้ขายรถมือสองที่ดีมักจะต้องการให้คุยชับรถของพวกเขาได้ในระยะเวลาที่นาน
เพื่อที่ว่าคุณจะได้ติดใจกับรถของพวกเขา แต่ในทางตรงกันข้าม การทดสอบขับขี่รถเป็นเวลานานนั้นก็ยังทำให้คุณสามารถตรวจสอบเครื่องยนต์ได้ทั่วด้วย
ดังนั้น ไม่ต้องกลัวว่าจะผิดแต่อย่างใดที่จะนำรถมือสองออกมาเป็นวันๆ
หรือมากกว่านั้น เพราะมันยังไม่ใช่การซื้อ มันเป็นการทดสอบ เท่านั้น
|
สิ่งที่ต้องตรวจสอบจากการทดลองขับ
การบังคับ
- การบังคับรถบนถนนในเมือง
- การบังคับรถบนถนนทางหลวง
- การบังคับรถบนถนนสองเลน ระบบกันสะเทือน
- ฝืดเกินไป
- การควบคุมการเคลื่อนไหว เครื่องยนต์
- มีเสียง
- การเร่งเครื่อง
- นิ่ง พวงมาลัย
- ง่ายในการควบคุม
- สั่น เครื่องถ่ายกำลัง (อัตโนมัติ)
- การเปลี่ยนเกียร์ที่นิ่ม
- เสียง
- การควบคุมการเคลื่อนที่ เครื่องถ่ายกำลัง (ระบบมือ)
- คลัชต์
- การเปลี่ยนเกียร์ที่นิ่ม
- การควบคุมการเคลื่อนที่ การขับเคลื่อนทั้งสี่ล้อ
- ง่ายในการควบคุม เบรก
- เบรคเวลาจอด
- ความดันของที่เหยียบเบรค
- ค่อยๆ หยุด
- หยุดในทันที
- เบรคแอนตี้ล็อก สิ่งที่ต้องตรวจสอบภายใน ตั้งแต่ที่นั่งคนขับ
- ความสะดวกสบายของที่นั่ง
- ที่ว่างเหนือศรีษะ
- ที่วางเครื่องมือ
- ความสามารถในการมองเห็นถนน
- ตำแหน่งพวงมาลัย
- ที่วางเท้า
- คันบังคับ
- ความสูงของที่พักแขน
- ความสะดวกสบายของที่ว่างเหนือศรีษะ
- อุปกรณ์เครื่องจักรต่างๆ
- การควบคุมกระจก
- วิทยุ, เครื่องเล่นเทปหรือเครื่องเล่นซีดี
- ลำโพง
- เครื่องทำความร้อน, แอร์และพัดลม
- แตร
- ไฟภายใน
- ระบบปัดน้ำฝน
- ที่วางแก้วน้ำ |
ในส่วนของที่นั่งผู้โดยสาร
- ความสะดวกของทางเข้าและทางออก
- ที่วางเท้า
- ที่ว่างบนศรีษะ
- ที่ว่างตรงใหล่
- ความสะดวกสบายของที่นั่ง
- ความสูงของที่พักแขน
- เข็มขัดนิรภัย
- ไฟอ่านหนังสือ
- การทำงานของถุงลมนิรภัย
- ที่นั่งที่พับงอได้ ตรวจสอบคุณภาพของ
- ที่หุ้มเก้าอี้
- ความสบายของเบาะภายใน
- ขอบรถส่วนต่างๆ และกลิ่นเหม็นอับ หรือเชื้อรา
- แผ่นโลหะด้านหน้าคนขับ
- พรม และพรมเช็คเท้า สิ่งที่ต้องตรวจสอบจากภายนอก
การตรวจสอบด้วยตา
- สี
- จุดสนิม
- ดอกยาง
- ควันจากท่อไอเสีย
- รอยแตกร้าวตามตัวรถ ใช้กุญแจรถในการเช็คส่วนต่างๆ
ดังนี้
- ประตู
- กล่องใส่ของ
- ระบบกันขโมย
- ถังน้ำมัน
- ที่ใส่ของท้ายรถยนต์
- ยางสำรอง
- แม่แรง
- กุญแจกากบาทสำหรับไขล้อรถ
- ขอบรถและการปูพรม
- ไฟท้าย
- กลอนประตู ให้ทดสอบสิ่งเหล่านี้
- ที่จับท้ายรถ
- ที่จับฝาครอบ
- ตัวล็อกป้องกันเด็ก
- ไฟหน้ารถ
- ไฟจอดรถ
- ไฟถอยหลัง
- ไฟเบรค
- ไฟท้าย
- ไฟตัดหมอก
- ไฟสัญญาณกลับรถ
- ไฟขอทาง |
นำรถไปให้ช่างตรวจสอบ
อย่าซื้อรถมือสองโดยที่ไม่ให้ช่างข้างนอกตรวจสอบก่อน ขึ้นอยู่กับรถ
ถ้าคุณไปซื้อรถของบริษัท อย่าให้แผนกบริการของบริษัทเป็นคนตรวจสอบแทน
เพราะว่าพวกเขาอาจจะไม่เข้าข้างคนอื่น นั่นเอง ให้บอกช่างข้างนอกว่า
คุณกำลังคิดที่จะซื้อรถคันหนึ่ง และให้เขามาเช็คให้หมดทุกอย่าง และจดปัญหาต่างๆ
ที่พบออกมา ถ้ามีข้อให้เขาประเมินค่าซ่อมแซมให้ด้วย แต่ถ้าปัญหาที่พบมันค่อนข้างซับซ้อนเกินไปหรือมีราคาแพงมากเดินไปที่จะจัดการ
ก็ไม่ต้องซื้อรถคันนั้นไปเลย ถ้าปัญหามัน ดูเล็กน้อย แต่ยังคงต้องได้รับการเอาใจใส่
ก็ลองแจ้งให้กับผู้ขายทราบและใช้ในการต่อรองราคาที่ถูกลง ถ้าทุกอย่างได้รับการ
ตรวจสอบว่าไม่มีปัญหา ก็ให้เข้าสู่การเจรจาต่อไป
การตรวจเช็คควันรถ
ให้มีการตรวจสอบการปล่อยควันรถเสมอ จากศูนย์กลางในการตรวจสอบที่ได้รับการรับรองมาตรฐานมันสามารถที่จะทำให้คุณประหยัดเงินจากการซ่อมแซมในระยะยาว
ได้เป็นจำนวนมาก ท่อไอเสียที่ไม่ผ่านการตรวจสอบ ปกติแล้วไม่จำเป็นที่จะปล่อยควันรถที่ให้เห็นอย่างชัดเจนก็เป็นไปได้
การตรวจสอบท่อไอเสียนั้นอาจจะเป็นสัญญาณเตือนถึงค่าใช้จ่ายที่จะตามมาได้
การปล่อยควันที่มากเกินไปอาจจะมาจากรอยรั่วหรือแตกรอยเชื่อมของท่อไอเสีย,
การทำงานผิดปกติของเครื่องอัดฉีดน้ำมันเครื่องยนต์, ตัวกันอ็อกซิเจนที่เสื่อม,
ตัวกรองน้ำมันอุดตัน, การตั้งเวลาที่ไม่เหมาะสม, หรืออาจจะเป็นสิ่งที่บอกได้ว่า
ตัวเจ้าของรถคนก่อนไม่มีการดูแลเอาใจใส่รถที่ดี โดยเฉพาะเรื่องการเปลี่ยนถ่ายน้ำมัน
ที่แย่ที่สุดคือ เครื่องยนต์อาจจะจำเป็นที่จะต้องได้รับการยกใหม่ ดังนั้น
ไม่ต้องซื้อรถที่จะทำให้คุณต้องเสียเงินเพิ่มขึ้น ถ้ามันไม่ผ่านการตรวจสอบเรื่องการปล่อยควัน
รถคันดังกล่าวก็จะไม่ได้รับอนุญาต และคนก็ไม่สามารถที่จะใช้งานมันได้
ถ้าคนขายยังคงขายตามแบบที่มันเป็น งานซ่อมแซมก็จะตกเป็นภาระของคุณเอง
ดังนั้น การตรวจสอบเรื่องการปล่อยควันจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำเช่นกัน
ขั้นตอนที่ 5 การเจรจากับผู้จำหน่ายส่วนตัว
ก่อนที่คุณจะเริ่มต้นการเจรจา ควรมีการตรวจสอบก่อนว่ารถอยู่ในสภาพที่ดีหรือไม่
รถอาจจะดูสวย แต่มันอาจจะมีปัญหาอื่นๆ ทีทำให้คุณต้องเสียเงินจำนวนมากได้
จงจำไว้ว่า ให้ขอประวัติการเข้าศูนย์บริการของรถดังกล่าว และโทรศัพท์ไปยังบริษัทที่ให้การบริการเพื่อขอข้อมูลซึ่งผู้ขายอาจจะลืมที่จะพูดถึงได้
ประวัติการเข้าศูนย์บริการเป็นประจำเป็นสิ่งที่บ่งบอกว่า เจ้าของรถก่อนหน้านี้ให้ความใส่ใจกับรถของเขาอย่างสม่ำเสมอ
นอกจากนั้น ถ้าคนขายเป็นคนที่ซื่อสัตย์เกี่ยวกับข้อมูลดังกล่าว เขาและเธอก้อาจจะน่าเชื่อถือได้ในเรื่องอื่นๆ
ด้วย เช่น รถถูกเก็บไว้อย่างไรหรือใช้งานอย่างไรบ้าง เป็นต้น โดยพื้นฐานแล้ว
กฎที่ใช้กับผู้จำหน่ายวส่วนตัวก็เหมือนกับกฎที่ใช้กับบริษัทผู้จำหน่ายรถทั่วไปก็คือ
คุณควรให้ช่างมาตรวจสอบรถ และทดสอบการปล่อยควันท่อไอเสียก่อนที่จะตกลงซื้อ
แต่บ่อยครั้ง ผู้จำหน่ายส่วนตัวก็อาจจะไว้ใจไม่ได้พอๆ กับบริษัททั่วไปเมื่อเขาเองก็กู้เงินมาจากคนอื่น
แต่เราก็ตำหนิเขาไม่ได้ คุณจะปล่อยให้คนแปลกหน้าขับรถของคุณออกไปทดสอบง่ายๆ
อย่างนั้นเหรอ?
ดังนั้น ให้กำหนดเวลาไว้ล่วงหน้าสำหรับวันที่จะนำรถไปให้ช่างตรวจสอบด้วยกัน
และถึงจะออกไปทดสอบรถ และให้เอาใบขับขี่ของคุณไปด้วย นอกจากนั้น มันก็ยังเป็นการดีด้วย
ถ้าคุณทิ้งกุญแจไว้ที่รถให้เสมือนว่าเขาเป็นเหมือนญาติเรา ว่าคุณจะต้องกลับมาพร้อมกับรถของพวกเรา
แต่การให้สำเนาใบขับขี่รถของคุณกับเจ้าของรถจะเป็นสิ่งที่ทำให้เขาสบายใจที่สุด
จดชื่อ, ที่อยู่ของเจ้าของรถ รวมทั้งชื่อและที่อยู่ของคุณ รวมทั้งรายละเอียดการขาย
(ยี่ห้อและรุ่นของรถ, ราคาซื้อ) เพื่อให้ดูเป็นทางการให้มีบุคคลอื่นเซ็นชื่อรับทราบเป็นพยานด้วย
สำหรับบริษัทจำหน่ายเวลาของการแลกเปลี่ยนรถ
ถ้าคุณตัดสินใจที่จะนำรถปัจจุบันของคุณไปแลกเปลี่ยน ก็ให้เริ่มต้นการเจรจารถมือสองคันใหม่ของคุณได้เลย
ส่วนใหญ่ คนจะซื้อรถใหม่เพราะว่าเบื่อรถปัจจุบัน รถเก่าอาจจะเข้าอู่บ่อยเกินไป
หรือใกล้พังเต็มที่ หรือไม่ก็ไม่อาจจะถึงเวลาจริงๆ แล้วที่จะต้องซื้อใหม่
เป็นต้น แต่เมื่อมันถึงเวลาที่จะต้องซื้อรถอีกคัน คุณส่วนใหญ่ก็มักจะทิ้งรถคันเก่าไปเลย
อย่าปล่อยมันไปเปล่าๆ ให้รู้จักค่าของการแลกเปลี่ยนรถด้วย
เมื่อจะแลกเปลี่ยนรถ ให้แน่ใจก่อนว่าคุณได้เพิ่มหรือหักลบราคาดีแล้ว
หลังจากที่ประเมินราคาที่เหมาะสมได้แล้ว ก็ให้ปรับปรุงสภาพของรถใหม่ด้วย
เช่น สนิม, เสียงประตู, รอยขีดข่วนก็ควรจะแก้ไขด้วย ถ้าคุณแน่ใจที่จะนำรถไปแลก
ก็พยายามลบข้อเสียให้เหลือน้อยที่สุด เพื่อเป็นการเริ่มต้น ให้รายละเอียดรถก่อนที่ตัวบริษัทจะเป็นผู้ตั้งราคามันเอง
และไม่มีอะไรที่จะทำลายโอกาสของคุณได้มากไปกว่าการนำรถไปแสดงกับบริษัทโดยที่ไม่ล้าง
มันก็คงเหมือนกับผู้ซื้อรถทั่วไป ซึ่งต้องการที่จะรู้สึกว่าคุณได้ดูแลรักษารถดังกล่าวในช่วงที่คุณเป็นเจ้าของเป็นอย่างดี
และนี่ก็คือรายการที่คุณต้องเตรียมตัวสำหรับการแลกเปลี่ยนหรือขายรถ
- ล้างรถและขัดเงารถภายนอกให้ดี
- ทำความสะอาดภายในตัวรถให้ทั่ว ไม่ว่าจะเป็นผ้า
รวมทั้งเป่าฝุ่นตรงพรมและทิ้งเศษขยะต่างๆ เช่น ห่ออาหาร, เศษเหรียญ,
กระป๋องอลูมิเนียม และอื่นๆ
- เปลี่ยนน้ำมันและไส้กรอง เพราะบริษัทจะเช็คจากก้านน้ำมันดูว่าเครื่องยนต์ได้รับการดูแลอย่างดีได้หรือไม่
- ถ้าต้องมีงานซ่อมบางอย่างเกิดขึ้น
ก็ลองประเมินราคาดู เพราะว่าค่าของรถคุณสามารถลดลงได้จากจุดเสียเล็กๆ
ทุกจุด
ดังนั้นให้ทราบก่อนว่าราคาซ่อมนั้นจะตกเท่าไหร่ สิ่งนี้จะช่วยคุณในการได้ราคาแลกเปลี่ยนรถที่ดีได้
หลังจากที่ทุกสิ่งทุกอย่างได้รับการตรวจสอบดีแล้วง คราวนี้คุณก็ต้องทราบว่าราคารถของคุณตกเท่า
ไหร่ แต่ให้ทำใจได้เลยว่าจะต้องได้ราคาถูกลงจากบริษัท ทันทีที่ตกลงราคาได้แล้ว
ก็ให้พนักงานขายเขียนราคาแลกเปลี่ยนเป็นลายลักษณ์อักษร และถามด้วยว่าราคาเงินสดของรถนั้นคือเท่าไหร่และให้จดเอาไว้
นี้จะช่วยให้คุณทราบต่อไปได้ว่า บริษัทจะทำอะไรกับรถของคุณต่อไป และมันยังเป็นเครื่องมือหนึ่งในขบวนการเจรจาต่อรองได้ด้วย
บางครั้ง บริษัทอาจจะตกลงที่จะซื้อรถตามราคาแลกเปลี่ยนจริง ไม่ว่าคุณจะซื้อรถคันอื่นจากเขาหรือไม่
แต่ถ้าบริษัทบังเอิญเล่นตลกให้ราคาแลกเปลี่ยนกับคุณสูงจริงๆ หล่ะก็
ให้รู้ไว้เลยว่าพวกเขาจะต้องมีวิธีในการสร้างกำไรอื่นๆ แทน (อาจจะด้วยการเพิ่มค่าใช้จ่ายของรถใหม่ที่คุณต้องการด้วยการขายพวกอุปกรณ์เสริมจำนวนมาก,
หรือขายประกันภัยที่ไม่จำเป็น หรืออาจจะตั้งดอกเบี้ยสูงและระยะเวลาผ่อนส่งยาวแทน
เป็นต้น) แต่ก็ให้ต่อรองราคาแลกรถให้สูงให้ได้ หรือไม่ก็ลองพิจารณาดูว่าการเจรจาเรื่องราคาขายของรถอีกคันนั้นมันยากมากแค่ไหน
ถ้าเกิดคุณได้ราคาแลกเปลี่ยนรถที่สูง แต่มันเป็นไปไม่ได้หรอก เพราะว่าบริษัทก็คงต้องมีวิธีในการหากำไรอยู่ดี
และพวกเขาก็คงจะไม่ขายรถใหม่ให้คุณโดย ถ้าพวกเขากำลังขาดทุนจากราคาแลกเปลี่ยนรถเก่าหรอก
ขบวนการต่อรอง
ทันทีที่คุณพบรถคันที่คุณต้องการและได้รับใบเสร็จการเช็ครถจากช่างแล้ว
มันก็ถึงเวลาที่จะเจรจาต่อรอง ในการเริ่มต้นเจรจาเรื่องราคา ให้พนักงานขายทราบว่าคุณมักจะไม่ซื้อในราคาเต็ม
พยายามผ่อนคลาย จำไว้ว่า สถานการณ์เป็นตัวบังคับและไม่มีใครที่สามารถทำในสิ่งที่คุณไม่ต้องการได้
ถ้าคุณกระวนกระวายและตกเป็นรองในการเจรจา พนักงานขายก็จะต่อรองให้คุณด้วย
ดังนั้น ให้ทั้งสองฝ่ายมาเจรจากันที่โต๊ะ สิ่งทีดีคือการเจรจาด้วยรอยยิ้ม
และจะเป็นการดีมากถ้าให้บริษัทเป็นฝ่ายเสนอราคาก่อน โอกาสที่เขาจะให้ราคาเต็มหรือราคาที่ต่ำลงมานั้นมีมาก
ตอนนี้ก็เป็นโอกาสของคุณที่จะบอกสิ่งที่อยู่ในใจ อย่าลังเลที่จะบอกให้เขาทราบว่าคุณทราบราคารถที่แท้จริง
อธิบายว่าคุณยังรู้ราคาของแต่ละออปชั่น และได้คำนวณค่ากิโลเมตร และสภาพรถมาแล้ว
สุดท้าย ก็คือเวลาที่จะพูดถึงปัญหาต่างๆ ที่พบจากช่างและบอกให้บริษัททราบว่าปัญหาเหล่านั้นจะต้องใช้ค่าซ่อมมากเท่า
ไหร่ และก็เป็นเวลาในการแสดงข้อเสนอของคุณเอง มันมีอยู่ 2-3 วิธีในการเจรจาซึ่งเป็นที่ยอมรับกันทั่วไป
และต้องเป็นฝ่ายเสนอราคาสุดท้ายเสมอ
ดังนั้น ราคาที่เรียกว่าเหมาะสมที่ได้รับการคำนวณมาแล้วก็คือ การเสนอราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาด
อย่าอาย ไม่ต้องคาดหวังว่าเขาจะยอมรับข้อเสนอหรือไม่ ดังนั้น ถ้าเขาสร้างความกดดันให้คุณ
ก็ขอให้เขาตั้งราคาที่มันลดลง ตอนนี้ พนักงานขายอาจจะทำให้คุณช็อกก็ได้
แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ตาม อย่าเสนอราคาที่สูงกว่าจนกว่าเขาจะเสนอราคากลับมาอีกครั้ง
ผู้ขายอาจจะกดดันคุณให้ตั้งราคาอีกครั้ง แต่ถ้าคุณฉวยโอกาสได้ ก็ให้ตั้งราคาที่ถูกลงไปอีกไปเลย
เนื่องจากฝ่ายเขาก็อ่อนลงแล้ว ก็ทำให้เขาอ่อนข้อลงไปอีก ในความเป็นจริง
การไม่รอให้อีกฝ่ายเสนอราคากลับมาก่อนนั้น ถือว่าเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือในฐานะของผู้เจรจาต่อรองเป็นอย่างมาก
จากช่วงที่คุณได้ตั้งราคาเป็นครั้งแรก ถ้าการเปิดราคาของคุณดูเหมือนจะสมเหตุสมผล
ก็ให้ลองคำนวณว่าบริษัทจะตอบกลับมาอย่างไร หรือพูดอีกอย่างก็คือ การเสนอราคาที่ประสบความสำเร็จก็คือสามารถทำให้ทั้งสองฝ่ายสามารถยอมรับราคาที่ต่างฝ่ายต่างตั้งเอาไว้ได้
นั่นเอง
คุณคงจะรู้แล้วว่าทำไมมันการทราบวิธีการเจรจาต่อรองราคารถนั้นถึงมีประโยชน์
ถ้าใครสักคนเดินเข้ามาในร้านโดยที่ไม่ทราบว่ารถมือสองนั้นควรจะมีราคาเท่าไหร่
พวกเขาก็อาจจะชื่อคำพูดของคนขายที่พูดว่า "ผมขายให้คุณไม่ได้หรอกครับราคานั้น
ผมขาดทุนแน่นอน" แม้ว่าตัวผู้ซื้อจะไม่เชื่อ แต่ก็ไม่มีข้อพิสูจน์ใดอยู่แล้ว
และพนักงานขายก็จะเป็นฝ่ายตั้งราคาแทนคุณ ให้มั่นใจว่าคุณทราบว่าราคารถท้ายที่สุดนั้นควรจะเป็นเท่าไหร่เมื่อบริษัทได้รวมค่าใช้จ่ายอื่นๆ
แล้ว เช่น การจดทะเบียน, ภาษี, และค่าธรรมเนียมอื่นๆ อย่ากลัวที่จะหยิบเรื่องค่าธรรมเนียมต่างๆ
มาต่อรองด้วย บริษัทมักจะทำท่าเป็นว่าเขาไม่สามารถ ควบคุมราคาเหล่านี้ได้
แต่ให้คุณเพียงบอกเขาว่า "ผมให้คุณได้ทั้งหมดแค่ 11,000 เหรียญเท่านั้นสำหรับรถคันนี้"
เกร็ดของการเจรจาต่อรอง
อันดับแรก ทำให้ดูเหมือนว่า คุณไม่แคร์ว่าจะได้รถวันนี้หรือไม่ เพราะถ้าคุณเริ่มต้นในท่าทีที่เอาจริงเอาจัง
สิ่งหนึ่งที่คุณจะเรียนรู้ได้ก็คือ มันมักจะมีข้อเสนออื่นๆ เข้ามา
ถ้าข้อเสนอหนึ่งไม่ได้ผล นอกจากนั้น ก็ให้เตรียมพร้อมที่จะเดินออกได้ตลอดเวลา
ผู้ขายรถทั้งเก่าและใหม่มักจะชอบทำให้คุณคอยอยู่เรื่อยๆ ในขณะที่พวกเขากำลังพูดคุยอยู่กับหัวหน้า
เป็นต้น ถ้าคุณไม่มีเวลา ก็อย่าปล่อยให้รู้สึกกดดันที่จะอยู่อีกต่อไป
อธิบายว่า คุณอาจจะกลับมาอีกครั้ง หรือถ้าคุณมีเวลามาก ก็ให้หยิบพวกนิตยสารหรือแลปทอปขึ้นมา
และก็นั่งเล่นมันไปเรื่อยๆ ในขณะที่พวกเขาเดินไปเดินมาผ่านหน้าคุณ
ทำเป็นว่าคุณไม่สนใจว่าเขาจะใช้เวลากับหัวหน้านานเท่าไหร่ ในขณะที่เจรจาเป็นการส่วนตัว
ก็ให้หยิบยกปัญหาต่างๆ ที่ช่างได้พบมาใช้ในการต่อรองราคา แต่อย่าเป็นการทำสงครามกับเขา
ถ้าคุณกังวลเกี่ยวกับเรื่องการทำงานของรถ ซึ่งมันน่าจะทำให้ลดราคาขายลงได้แล้วหล่ะก็
ให้พูดมันออกมา แต่อย่าคาดหวังที่จะตัดราคาอย่างเอาจริงเอาจริงจากปัญหาเพียงเล็กน้อย
|