String or binary data would be truncated.
INSERT INTO TXN_WEB_STAT (VISITED_PAGE,PREVIOUS_VIEW,PREVIOUS_DOMAIN,Unique_Session,VISIT_DATE,BROWSER,BROWSER_VERSION,OS,USER_AGENT,ACCEPT_LANGUAGE,IP) Values ( 79, '', 'bkkcar.com', '1', GetDate() , 'Netscape Navigator', '(+h', 'an unknown operating system', 'CCBot/1.0 (+http://www.commoncrawl.org/bot.html)', 'en-us,en;q=0.5', '38.103.63.17' )

Function QueryNoRS:
.
ราคา ถึง

เรื่องของยางรถยนต์

อดเขียนถึงเรื่องยางรถไม่ได้จริง ๆ ครับ เช้าวันหนึ่งผมขับรถขึ้นโทลล์เวย์ไปทำงาน ในขณะที่กำลังใช้ความเร็วพอสมควร รถคันหน้าเกิดเบรกกระทันหัน ผมจึงต้องเบรกตาม จนตัวโก่ง พร้อมกับลุ้นให้รถที่ขับตามมาอีกหลาย ๆ คันสามารถเบรกได้ โดยที่รถทุกคัน ที่ขับอยู่ข้างหน้าปลอดภัย รวมถึงรถของผมด้วยนะครับ ปรากฏว่ารถคันต้นเหตุมีอุบัติเหตุ ยางรถด้านขวาแตก ดูจากสภาพการแล้วยางรถคันดังกล่าวคงจะเสื่อมสภาพครับ

เห็นไหมครับว่ายางรถยนต์มีความสำคัญมาก ทั้งนี้เพราะยางเป็นส่วนสำคัญที่ทำหน้าที่ รองรับ น้ำหนักของรถและถ่ายทอดแรงขับเคลื่อนจากรถยนต์ลงสู่พื้นถนนพร้อมทั้งช่วยลด แรงสะเทือนของผิวถนนที่กลับคืนสู่ตัวรถอีกด้วย การดูแลรักษายางอย่างถูกวิธีมีส่วนช่วย ยืดอายุการใช้งานของยางและรถยนต์ให้ยาวนานขึ้นและช่วยสร้างความมั่นใจแก่ผู้ขับขี่ ให้ปลอดภัยจากอุบัติเหตุ ดังเช่นกรณีที่ผมได้กล่าวนำเป็นต้น

ยางแต่ละเส้นมีอายุการใช้งานไม่เท่ากัน เนื่องจากสภาพการใช้งานของยางที่แตกต่างกัน การขับรถบนเส้นทางที่ขรุขระเป็นประจำหรือบรรทุกน้ำหนักเกินอัตราจะทำให้ ยางทำงานหนักมากเกินไป และเกิดการสึกหรอเร็วกว่าที่ควร การหมั่นตรวจเช็กลมยาง โดยสูบลมยางให้ถูกต้องตามอัตรามาตรฐานที่กำหนดจะทำให้การขับขี่มีความปลอดภัยสูงสุด และรถยนต์สามารถทรงตัวและยึดเกาะถนนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

อัตรามาตรฐานสำหรับการสูบลมยางหรือที่เรียกว่า "ค่าแรงดันลมยาง" จะเป็นค่าที่ บริษัทผู้ผลิตรถยนต์เป็นผู้กำหนด เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพของรถยนต์แต่ละรุ่น ซึ่งขึ้นอยู่กับความเหมาะสมระหว่างวัตถุประสงค์ในการใช้งานและขนาดของยาง ทั้งนี้คุณควรระมัดระวังเรื่องแรงดันลมยางในรถของคุณไม่ให้น้อยกว่าหรือมากกว่า อัตราที่กำหนด เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายจากอุบัติเหตุรถเสียหลักหรือเสียการทรงตัว อันเกิดจากปัญหาด้านการยึดเกาะของยางที่ไม่ได้ประสิทธิภาพ

ผมขอแนะนำข้อควรปฏิบัติในการดูแลรักษายางรถยนต์ของรถคู่ใจของคุณดังนี้ครับ

1. ตรวจเช็กและสูบลมยางให้ถูกต้องตามอัตราที่กำหนดในขณะที่อุณหภูมิของยาง
ยังต่ำ อยู่
2. ควรเพิ่มหรือลดลมยางให้มีความสัมพันธ์กับน้ำหนักที่บรรทุก
3. อย่าปล่อยลมยางในขณะที่อุณหภูมิของแรงดันลมยางสูง
4. ตรวจเช็กลมยางรวมทั้งยางอะไหล่เป็นประจำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง
5. อย่าลดลมยางในขณะฝนตกหรือถนนเปียกเพราะจะทำให้ประสิทธิภาพในการจับ ถนนและการรีดน้ำลดลง
6. ทุกครั้งที่ตรวจเช็กลมยาง ควรตรวจสภาพยางว่าดอกยางมีอาการปูดบวม
หรือบริเวณ แก้มยางมีรอยฉีกแตกหรือไม่ ถ้ามีควรเปลี่ยนยางใหม่ โดยปกติตามสภาพ การใช้งานทั่วไป ควรเปลี่ยนยางรถยนต์ใหม่ประมาณทุก ๆ 50,000 กิโลเมตร
7. ในกรณีที่เพิ่งเปลี่ยนยางเส้นใหม่ให้เพิ่มความถี่ในการตรวจเช็กลมยาง ให้มากกว่า ปกติ โดยเฉพาะในช่วง 3,000 กิโลเมตรแรก เนื่องจากโครงสร้างยาง ในช่วงแรก จะมีการขยายตัว ทำให้ความดันลมยางลดลง

ยุคไอเอ็มเอฟแบบนี้ประหยัดอะไรได้ ช่วยกันประหยัดเถอะครับ ดูแลยางรถยนต์
เพิ่มอีกสัก นิดรับรองครับว่าจะช่วยคุณประหยัดไปได้หลายอัฐ ทำให้ใช้ยางรถได้นานขึ้น จ่ายค่าเปลี่ยนยางรถใหม่ช้าลง อีกทั้งยังเป็นการถนอมรถคู่ใจของคุณอีกทางหนึ่งด้วย เห็นข้อดีอย่างนี้แล้วคุณจะไม่ลองเริ่มปฏิบัติตามคำแนะนำในการดูแลรักษายางในวันหยุด นี้เลยหรือครับ

การดูแลรักษายางรถยนต์

ด้วยหน้าที่ในการยึดเกาะถนนของยางรถยนต์ อันเป็นส่วนหนึ่งของระบบกันสะเทือน ที่จะช่วยให้ผู้ขับขี่ ขับรถได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยตลอดการเดินทาง ยางรถยนต์แต่ละเส้น จึงต้องได้มาตรฐาน เหมาะสมกับประเภท และการใช้งานของรถ เพราะประสิทธิภาพของยาง ขึ้นอยู่กับสภาพของยางแต่ละเส้น

ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อประสิทธิภาพของยางก็คือ ความดันลมยาง ถ้าความดันลมภายในยาง มากหรือน้อยกว่าที่กำหนด จะมีผลทำให้อายุการใช้งานของยางสั้นลง เช่น ถ้าความดัน ลมยางมากเกินไป จะมีผลทำให้ดอกยางสึก โดยเฉพาะบริเวณตอนกลางของหน้ายาง เพราะโครงยางจะเบ่งตัวเต็มที่ อาจทำให้ยางระเบิดได้ง่าย หากรับแรงกระแทกรุนแรง หรือของมีคม แต่ถ้าความดันลมยางน้อยเกินไปก็จะมีผลทำให้ไหล่ยางด้านข้างทั้งซ้าย และขวาสึก ส่วนตอนกลางของยางจะยุบตัวเข้าไปหรือที่เรามักเรียกว่า ยางแบน

การรับน้ำหนัก ถ้ารถมีน้ำหนักบรรทุกเกินอัตราส่งผลให้ยางเกิดความร้อนสูงสึกหรอเร็ว แล้วถ้าล้อใดล้อหนึ่งรับน้ำหนักมากกว่าล้ออื่น จะทำให้ล้อนั้น ๆ สึกหรอเร็วกว่าปกติ นอกจากนี้ยังมีเรื่องของสภาพถนนที่ขรุขระ สภาพรถเกี่ยวกับศูนย์ล้อ เช่น มุมโทอิน*, มุมโท-เอาต์* และมุมแคมเบอร์** ของรถยนต์ถ้าไม่ถูกต้องตามกำหนดของรถแต่ละรุ่น ก็จะทำให้ยางสึกหรอเร็วและที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ วิธีการขับขี่ของผู้ใช้รถยนต์ การขับรถด้วยความเร็วสูง หรือการหยุดที่ความเร็วสูง รวมทั้งการเบรกและออกตัว อย่างรุนแรงก็มีผลทำให้ยางสึกหรอเร็วยิ่งขึ้นอีก

การสังเกตว่ายางหมดอายุ
หรือใกล้หมดอายุการใช้งานหรือไม่นั้นให้ดูที่สัญลักษณ์รูปหรืออักษร Twi ที่ไหล่ยาง
รอบ ๆ แก้มยาง ข้างละประมาณ 6 จุด ห่างกันประมาณ 60 องศาจากปลายมุมสามเหลี่ยม เมื่อลากเส้นผ่านหน้ายาง จากไหล่ยางด้านหนึ่งไปยังไหล่ยางอีกด้านหนึ่งภายในร่องยาง ตามแนวที่กล่าวมา จะมีเนื้อยางเป็นเส้นนูนขึ้นมา โดยเฉลี่ยจะมีความสูงจากความลึกของ ร่องยางปกติประมาณ 2 มิลลิเมตร ดังนั้นเมื่อยางถูกใช้งานไปนาน ๆ ควรเปลี่ยนยางใหม่ เนื่องจากถ้าใช้ต่อไปอาจเกิดปัญหาทางด้านประสิทธิภาพการยึดเกาะถนนและการหยุดรถได้

การดูแลรักษา
สามารถทำได้โดยหมั่นเช็กลมยางอยู่เสมออย่างน้อยอาทิตย์ละ 1 ครั้ง และหลีกเลี่ยงถนนหนทางที่ขรุขระ หลีกเลี่ยงการขับชนฟุตบาท นอกจากนี้ขณะออกรถไม่ควรเร่งเครื่องยนต์ และออกตัวอย่างรวดเร็ว เพราะจะทำให้ยางสึกเร็วกว่าปกติและไม่ควรจอดรถชิดจนติดกับฟุตบาท เพราะอาจทำให้โครงยางชำรุด ประการสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ ถ้ายางมีแผล และเป็นแผลชำรุดที่มีขนาดใหญ่เกินกว่าที่จะซ่อมแซมได้ควรเปลี่ยนยางเส้นใหม่ เท่านี้ก็จะช่วยให้ทั้งคุณและรถปลอดภัย และเดินทางต่อไปได้อย่างมั่นใจเต็มร้อย

การเลือกลายดอกยางให้เหมาะสมกับการใช้งาน
การเลือกใช้ดอกยางนอกจากจะคำนึงถึงความสวยงามแล้ว การเลือก คุณสมบัติที่เหมาะสมจะช่วยให้การใช้งานมีประสิทธิภาพมากขึ้นและ เพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ด้วย สำหรับดอกยางในท้องตลาดนั้นสามารถ แบ่งออกเป็น 4 แบบใหญ่ๆ ด้วยกัน คือ

     1.
ดอกละเอียด ( RIB PATTERN ) มีลักษณะเป็นลายดอกและร่องที่คดโค้ง หรือเป็นเหลี่ยม เป็นแถวยาวตามเส้นรอบวงของยาง ร่องยางที่ตื้น ช่วยในการ
ระบายความร้อน เกาะถนนได้ดี ขับขี่บังคับเลี้ยวได้ง่าย ป้องกันการลื่นไถลออก ด้านข้างได้ดีเยี่ยม ดอกยางชนิดนี้เหมาะสมอย่างยิ่งกับรถโดยสาร

     2. ดอกบั้ง
( LUG PATTERN ) ยางดอกบั้งมีลักษณะลายดอกและร่องยางเป็นแนวขวางกับเส้นรอบวงของยาง โดยร่องยาง จะมีความลึก เนื้อยางมีมาก เวลารถเคลื่อนจะเกิดแรงกรุยสูง และมีอายุการใช้งานทนทานกว่าดอกยางแบบอื่นๆ เหมาะกับ รถบรรทุกขนาดใหญ่ (ล้อหลัง) รถจิ๊ป หรือรถที่วิ่งในอัตราความเร็วปานกลางจนถึงต่ำ

     3. ดอกผสม
( RIB-LUG PATTERN ) ยางแบบดอกผสมเป็นการผสมระหว่างยางดอกละเอียดและลายดอกบั้ง โดยตรงกลางของ หน้ายางจะเป็นลายแบบยางดอกละเอียด แต่ด้านซ้ายและขวาเป็นลายดอกบั้ง ยางดอกผสมนี้จึงทั้งเกาะถนน ป้องกันรถไถลออก ด้านข้าง และมีแรงกรุยดี นำมาใช้ได้ทั้งล้อหน้าและล้อหลัง วิ่งบนทางขรุขระหรือลาดยางก็ได้ เหมาะกับรถที่วิ่งด้วยความเร็ว ปานกลาง

     4. ดอกบล็อก
( BLOCK ) ยางชนิดนี้มีหน้ายางเป็นลักษณะก้อนเหลี่ยมหรือโค้งมน เรียงตัวกันคล้ายอิฐบล็อกปูทางเดิน แต่จะมี ช่องว่างระหว่างบล็อก ซึ่งถ้ามองตามเส้นรอบวงของยาง จะเห็นร่องเหมือนกับยางดอกละเอียด เหมาะที่จะใช้กับทุก สภาพถนน ไม่ว่าจะเป็นบนพื้นทราย หรือโคลน มีสมรรถนะเกาะถนนได้ดีมาก ผู้ขับขี่บังคับเลี้ยวหยุดรถได้ง่าย ปัจจุบันนิยมใช้กับยางเรเดียลที่ใช้ความเร็วสูง โดยเฉพาะรถเก๋ง

เลือกใช้ดอกยางให้ถูกประเภทงานและรถ นอกจากจะได้รับความปลอดภัยแล้ว ยังเป็นการใช้ยางอย่างคุ้มค่าเงินอีกด้วย

การถนอมยางรถยนต์กรณีที่ต้องจอดรถยนต์ทิ้งไว้เป็นเวลานาน


เราเคยพูดถึงการจอดรถยนต์ทิ้งไว้โดยไม่ได้ใช้กันมาบ้างแล้ว แต่สำหรับ กรณีที่ไม่มีใครคอยดูแลช่วยขยับรถหรือติดเครื่องยนต์ให้กับรถยนต์ที่คุณจำเป็น ต้องจอดทิ้งไว้นานแรมเดือน คุณควรสูบลมยางเพิ่มขึ้นสัก 5 ปอนด์ ต่อตารางนิ้ว เพราะการที่ต้องจอดรถไว้ในตำแหน่งเดียวนานๆ ยางส่วนที่ สัมผัสกับพื้นถนนจะถูกน้ำหนักตัวรถกดลงไป จนทำให้เบี้ยวเสียรูปทรง ทำให้ โครงสร้างภายในชำรุด หรือจะขึ้นแม่แรงไว้ให้ล้อ และยางแตะพื้นน้อยที่สุด แต่ไม่ต้องถึงกับลอยขึ้นมาจากพื้น เพราะหากล้อและยางลอยขึ้นมาจากพื้น จะทำให้ระบบช่วงล่าง เช่น ปีกนก ลูกหมากต่างๆ ต้องรับน้ำหนักมากขึ้นและ เสียหายจากน้ำหนักที่มากกว่าปกติได้ เพียงแค่หาเครื่องมือที่เรียกว่า สามขา มารองรับน้ำหนักรถเอาไว้ หากเปิดกระจกหน้าต่างให้แง้มลงมาได้บ้างเล็กน้อย ก็จะช่วยให้อุปกรณ์ภายในรถที่เป็นยาง และพลาสติกมีความทนทานมากขึ้น

หากยางรถยนต์เกิดรั่วและแบนขณะที่คุณขับรถอยู่บนท้องถนน คุณไม่ควรขับรถ บดยางไปเป็นระยะทางไกลๆ โดยเด็ดขาด เพราะขอบกระทะล้อจะกดลงบน แก้มยางจนทำให้แก้มยางเสีย คุณควรจะจอดรถเพื่อเปลี่ยนยางอะไหล่ก่อน และควรมีโฟมสเปรย์ติดรถไว้ เพราะหากไม่สามารถเปลี่ยนยางอะไหล่ได้ หรือรอยรั่วไม่ใหญ่นัก ก็ให้นำโฟมสเปรย์มาฉีดเพื่ออุดรอยรั่วของยางไว้จน หมดกระป๋อง จากนั้นขับไปอย่างช้าๆ จนถึงร้านปะยางที่ใกล้ที่สุดเพื่อปะ หรือ เปลี่ยนยาง และอย่าลืมล้างโฟมสเปรย์ก่อนทำการปะยางด้วย เพราะหากทิ้งไว้ อาจทำให้น้ำหนักของล้อและยางไม่สมดุล อีกทั้งโฟมสเปรย์บางชนิดอาจมีฤทธิ์ ต่อเนื้อยางได้

การรับน้ำหนักและความเร็วของยาง
การเลือกยางให้เหมาะสมกับการใช้งาน โดยเฉพาะในเรื่องของน้ำหนักบรรทุก และข้อจำกัดความเร็วของยางแต่ละเส้น ก็มีส่วนในการยืดอายุการใช้งาน และ ยังหมายถึงความปลอดภัยของชีวิตด้วย บนแก้มของยางแต่ละเส้นนั้น จะมี ตัวเลข 1 คู่ และตามด้วยตัวอักษร ซึ่งจะบ่งบอกว่า ยางเส้นนั้นๆ รับน้ำหนัก บรรทุกสูงสุด และความเร็วสูงสุดได้แค่ไหน ยกตัวอย่าง เช่น 87V ตัวเลข 2 หลักหมายถึง ดัชนีน้ำหนักบรรทุกของยาง หรือ Load Index มีหน่วย เป็นกิโลกรัม ซึ่งต้องอาศัยตารางในการเปรียบเทียบ ตัว V เป็นสัญลักษณ์ ความเร็ว หรือ Speed Symbol หมายถึง ความเร็วสูงสุดที่ยางเส้นนั้น รับได้ มีหน่วยเป็นกิโลเมตร/ชั่วโมง ไม่ควรใช้ความเร็วเกินกว่าที่ยางรับได้

ขับทางไกลเพิ่มแรงดันลม
การขับทางไกลด้วยความเร็วอย่างต่อเนื่อง ยางจะเกิดความร้อนมากกว่าปกติ ลมยางที่ร้อนจะขยายตัว แรงดันจะเพิ่มขึ้นจนลดการเกาะถนนและทรงตัว ถ้ายางรถยนต์ร้อนจัด และแรงดันเพิ่มขึ้นมากๆ ยางอาจจะระเบิดได้ บางคน คิดว่าการเติมลมยางอ่อนกว่าปกติ จะช่วยให้แรงดันจะไม่เพิ่มเวลาที่ยางร้อน แต่จริงๆ แล้ว แรงดันจะเพิ่มขึ้นมากกว่า ซึ่งเป็นทั้งแรงดันที่สูงและเป็นลมร้อน จึงเสี่ยงต่อการระเบิดได้ง่ายยิ่งกว่า ดังนั้น ควรเติมไว้ให้มีแรงดันลมสูงกว่า ปกติ 2-3 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว เพื่อเป็นการลดการบิดตัวของยาง จะทำให้เกิด ความร้อนน้อยกว่ายางอ่อน

การสลับยางรถยนต์ยืดอายุการใช้งาน

ยางรถยนต์เมื่อผ่านการใช้งานไประยะหนึ่งแล้ว ย่อมเกิดการสึกหรอได้ แต่ใน การสึกหรอในแต่ละล้อยางอาจจะไม่เท่ากัน ส่วนใหญ่มักจะสึกในคู่หนึ่งมากกว่า อีกคู่หนึ่ง การสลับยางจึงมีความจำเป็น เพื่อให้ยางทุกเส้นมีการสึกหรอใกล้เคียงกันที่สุด ใช้ได้จนเกือบหมด โดยควรสลับยางทุก 10,000 กิโลเมตร ถ้ายาง อะไหล่มีขนาดเดียวกับยางหลัก ควรนำมาสลับใช้ด้วย แม้การเปลี่ยนยางพร้อมกัน 5 เส้น จะเสียเงินมากกว่าการเปลี่ยนยาง 4 เส้น แต่ก็จะสามารถใช้ยางทั้ง 5 เส้น ได้เป็นระยะทางมากกว่า และทำการเปลี่ยนยางพร้อมๆ กันทุกเส้น เมื่อระยะ การใช้งานครบ 2 ปี และควรปฏิบัติตามรายละเอียดการสลับยาง ที่ระบุไว้ในคู่มือ ประจำรถยนต์อย่างเคร่งครัด หรือปรึกษากับช่างผู้ชำนาญเฉพาะด้าน เพื่อไม่ให้ เกิดผลเสียเมื่อปฏิบัติผิดวิธี

ควรเปลี่ยนยางรถยนต์เมื่อใด
การหมดอายุของยางรถยนต์ไม่ได้เกิดจากการสึกของดอกยางเพียงอย่างเดียว เท่านั้น แต่ยังมีสาเหตุอื่นๆ ที่เป็นตัวบ่งชี้ว่ายางรถยนต์ของคุณหมดอายุแล้ว อีก 5 ลักษณะ ดังนี้คือ ยางไม่เกาะถนน เนื้อยางแข็ง โครงสร้างกระด้าง เกิดเสียงดังขณะขับขี่ หรือแก้มยางบวม ซึ่งการแก้ปัญหาก็คงจะหนีไม่พ้น การเปลี่ยนยาง และควรเปลี่ยนพร้อมกันทั้ง 4 เส้น เพราะยางผ่านการใช้งาน มาเท่ากัน ย่อมมีการสึกหรอและสภาพภายในที่ใกล้เคียงกัน โดยควรเลือกใช้ ยางรุ่น และขนาดเดียวกันทั้ง 4 ล้อ

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับยางรถยนต์
ยางรถยนต์ เปรียบเหมือนเกราะกันกระแทกระหว่างรถยนต์กับพื้นถนน เพื่อให้สมรรถภาพการขับขี่ที่ปลอดภัย ประหยัดน้ำมัน และถนอมการสึกหรอของรถยนต์ ควรหมั่นตรวจสอบความดันลมยางให้ใกล้เคียงกับโรงงานผู้ผลิตรถยนต์ การกระทำเช่นนี้ จะช่วยยืดอายุของยางรถอีกด้วย ทั้งนี้ อาจสังเกตจากแผ่นโลหะบริเวณขอบประตู หรือคู่มือประจำรถ นอกจากนี้ การเติมลมยาง ไม่เท่ากันทั้ง 4 เส้น จะทำให้รถยนต์เสียการทรงตัว เมื่อเบรกหยุด หรือเร่งความเร็ว และทำให้ยางสึกไม่เท่ากัน นอกจากนี้ เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ และรักษาสภาพยาง ควรจะเปลี่ยนยางชุดใหม่ทุก 2 ปี หรือทุก 50,000 กิโลเมตร การตรวจเช็ค ลมยาง ควรตรวจในขณะที่ยางเย็น หรือก่อนใช้งาน ทั้งนี้ เมื่อล้อหมุน ยางจะเกิดการเปลี่ยนรูป ความดันลมจะสูงขึ้นในกรณีที่จำเป็นต้องเติมลมยางหลังการใช้งาน ควรเติมลมเพิ่มอีก 2 ปอนด์ เพื่อชดเชยความดันอากาศที่ขยายตัว

ข้อสังเกตุยางรถยนต์

  • ตำแหน่งการสึกหรอของดอกยาง
  • ชื่อผู้ผลิตยาง
  • ความกว้างของหน้ายาง (มิลลิเมตร)
  • ความสูงของแก้มยางต่อความกว้างของหน้ายาง(ซีรีส์) ซึ่งจะมีหน่วยเป็น
    เปอร์เซ็นต์
  • เส้นผ่าศูนย์กลางของกระทะล้อ (นิ้ว)
  • การรับน้ำหนัก
  • ดัชนีความเร็ว
  • ชื่อรุ่นยางของผู้ผลิต

ดอกยางและร่องบนหน้ายาง มีหน้าที่
่ในการรีดน้ำขณะหน้ายางสัมผัสกับถนน ปัจจุบันยางมีประสิทธิภาพในการรีดน้ำสูงถึง 40 ลิตรต่อนาที ในขณะที่วิ่ง ด้วยความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ความลึกของดอกยางมีผลต่อการรีดน้ำ และการเกาะถนนขณะที่เปียก หากประสิทธิภาพการรีดน้ำต่ำ อาจทำให้เกิดการไถลได้ง่าย ความลึกขั้นต่ำควรจะมีความลึกอย่างน้อย 1.6 มิลลิเมตร และหากดอกยางเหลือต่ำกว่า 2.0 มิลลิเมตร จะขาดประสิทธิภาพในการ รีดน้ำ และเกาะถนน

ลักษณะการสึกของดอกยาง

สึกบริเวณไหล่ยางทั้งสองข้าง เกิดจากการเติมลมอ่อนเกินไป ทำให้ไหล่ยาง ทั้งสองข้างสัมผัสกับถนนโดยตรง
สึกไหล่ยางข้างใดข้างหนึ่ง เกิดจากศูนย์ล้อไม่ได้มาตรฐาน มุมแคมเบอร์ เป็นบวก หรือลบมากเกินไป
สึกเหมือนเกล็ดปลา เกิดจากากรถ่วงล้อไม่สมดุล ทำให้ยางสั่น และหน้ายาง สัมผัสไม่เท่ากัน
สึกเฉพาะตรงกลางของยาง เกิดจากเติมลงยางมากเกินไป ทำให้ยางสัมผัส ถนนโดยตรง
สึกเป็นลายขนนก เกิดจากศูนย์ล้อไม่ได้มาตรฐาน ทำให้โทอิน หรือโทเอาท์ ผิดปกติ
สึกเป็นจ้ำๆรอบเส้น เกิดจากโช็คอัพเสื่อมสภาพ หรือระบบเบรกไม่สมดุล


การตั้งศูนย์และถ่วงล้อ
การตั้งศูนย์ล้อ
คือ การปรับสภาพของระบบรับน้ำหนัก ให้ได้ค่ากำหนดของโรงงานที่ผลิต หรืออีกนัยก็คือการปรับมุมช่วงล่าง เพื่อให้การขับขี่ และการบังคับพวงมาลัย เป็นไปอย่างถูกต้อง การเปลี่ยนยางใหม่ หรือการปะยางทุกครั้ง ต้องมีการถ่วงล้ออย่าง สมดุล และมีศูนย์ล้อที่เที่ยงตรง

การปะยาง
ข้อควรระวังในการปะ หรือซ่อมยาง

  1. หากยางถูกตะปูตำ จะสามารถซ่อมแซมโดยการปะยางได้ เฉพาะในส่วนหน้ายางที่สัมผัสกับถนนเท่านั้น ไม่ควรปะยาง บริเวณแก้มยาง ซึ่งยางอาจจะระเบิดได้ง่าย เนื่องจากไม่มีโครงสร้างของชั้นผ้าใบ และเส้นลวด
  2. ยางที่สามารถจะปะ หรือซ่อมได้ ควรมีความลึกของดอกยางไม่ต่ำกว่า 2 มิลลิเมตร และควรกว้างไม่เกิน 6 มิลลิเมตร
  3. ไม่ควรปะยางเกิน 2 ครั้งบนยางเส้นเดียวกัน
  4. ไม่ควรปะยางซ้ำรอยเดิม
 

โชว์รูมใหม่ ถนนเกษตรนวมินทร์ ศูนย์บริการมาตรฐานครบวงจร ขนาดใหญ่
>> รวม Showroom อื่น

MITSUBISHI GTO
รถมีเอว สปอร์ตแท้ สายพันธ์ญี่ปุ่น
>> รวมรถ Pretty Car คันอื่น

บิวตี้ ฟิล์ม
เราทำราคาขนาดนี้ได้ เพราะเป็นร้านเราเอง เราทำเอง มีรถผ่านการติดตั้งฟิล์มกับเรามาแล้วไม่ตำกว่า 2,000 คัน
>> รวมแนะนำห้างร้านอื่น
บทวิเคราะห์รถมือสอง

อิมเพรซา สปอร์ตซีดาน
เครื่องยนต์บ็อกเซอร์ แรง หนึบ ขับสนุก
>> รวมบทวิเคราะห์รถรุ่นอื่น


ทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เลขที่ : 0108314735774
© 2004-2005 BKKCAR.com Lily Network Co., Ltd. All rights reserved.