|
สูงด้วยภาพพจน์และราคา
ฮอนด้า สร้างภาพพจน์ในไทยสำเร็จ ทำให้หลายคนอยากใช้ฮอนด้า ทั้งที่แพงกว่ารถยนต์ระดับเดียวกันอยู่เสมอ เพราะดูหรูและไม่โหล ดูเท่กว่าขับรถตลาดๆ ยี่ห้ออื่น ส่วนคุณสมบัติอื่นจะดีหรือไม่ค่อยว่ากัน ขับแล้วดูดีมีระดับเป็นพอ

รุ่นที่นำมาแนะนำในครั้งนี้ ตกรุ่นในไทยไปเมื่อปลายเดือนตุลาคม 2543 มีชื่อเรียกแสลงว่า ตาโต แต่รหัสตัวถังจริงๆ คือ EK แล้วตามด้วยตัวเลขต่างๆ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นปีไหนเครื่องยนต์อะไร ก็เป็นรหัสตัวถัง EK เสมอ ดังนั้นถ้าจะซื้ออะไหล่ของรถยนต์รุ่นนี้ การบอกถึงรหัสตัวถัง EK ก็ชัดเจนดี
ชื่อแสลงว่า ตาโต มาจากรูปทรงของไฟหน้าที่โค้งขึ้นด้านบน และมีขนาดใหญ่กว่ารุ่นเดิมมาก เริ่มทำตลาดเมืองไทยปลายปี 1995 ด้วยรูปลักษณ์แบบ 4 ประตูล้วนๆ ไม่มี 3 ประตูแฮตช์แบกเหมือนรุ่นก่อน ช่วงแรกใช้เครื่องยนต์หัวฉีด 1,600 ซีซี ล้วนๆ แต่มี 2 ระดับความแรงและราคา คือ ธรรมดาและมีวีเทค ช่วงหลังเพิ่มรุ่น 1.8 แต่ก็ยังไม่ใช่รุ่นหลักเหมือน 1.6

รูปทรงภายนอกดูหรูหรา หาคนติติงยาก ด้านหน้าลาดต่ำด้านหลังยกสูง เปลี่ยนจากความโค้งมนในรุ่นเดิมเป็นการเน้นเหลี่ยมสันมากขึ้น ฝากระโปรงหน้ายกสันเล็กน้อย รับกับกระจังหน้าชุบโครเมียมทรงเฉียงแบบ V-SHAPE กันชนหน้า-หลังมีคิ้วยางเป็นแถบกันกระแทกที่มุมซ้าย-ขวา ฝากระโปรงหลังยกสันเล็กน้อย สามารถเปิดได้จรดแนวกันชน ตรงกลางเป็นหลุมสำหรับติดแผ่นป้ายทะเบียน
ช่วงแรกทำตลาดด้วยเครื่องยนต์ 2 ความแรงบนบล็อก ดี16เอ แบบเบนซิน 4 สูบ ซิงเกิลโอเวอร์เฮดแคมชาฟต์ 16 วาล์ว ความกว้างกระบอกสูบ 75 มิลลิเมตร ช่วงชัก 90 มิลลิเมตร ความจุ 1,590 ซีซี
รุ่นธรรมดา มีอัตราส่วนการอัด 9.4 : 1 กำลังสูงสุด 120 แรงม้า ที่ 6,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 14.6 กก.-ม. ที่ 5,500 รอบ/นาที
รุ่นสูงสุดเพิ่มระบบวีเทค ที่เน้นการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง ไม่ใช่ความแรง เพิ่มอัตราส่วนการอัดเป็น 9.6 : 1 กำลังสูงสุดเพิ่มขึ้น 7 แรงม้า เป็น 127 แรงม้า ที่ 6,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุดเพิ่มขึ้นเป็น 14.8 กก.-ม. ที่ 5,500 รอบ/นาที
ระบบส่งกำลังทั้ง 2 รุ่นมีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะและอัตโนมัติ 4 จังหวะ ขับเคลื่อนล้อหน้า
รุ่นเครื่องยนต์ธรรมดา ช่วงแรกให้กระทะล้อขนาด 5 x 14 นิ้ว รุ่นเครื่องยนต์วีเทคให้ล้อแม็กขนาด 5.5 x 14 นิ้ว พร้อมยางขนาดเท่ากัน 185/65 อาร์14
ระบบบังคับเลี้ยวแบบแร็กแอนด์พิเนียนพร้อมเพาเวอร์ ระบบช่วงล่างแบบอิสระ 4 ล้อ ปีกนก 2 ชั้น ด้านหน้ามีเหล็กกันโคลง ระบบเบรกรุ่นธรรมดาเป็นแบบหน้าดิสก์หลังดรัม รุ่นวีเทคเป็นดิสก์ 4 ล้อ และวีเทครุ่นสูงสุดมีเอบีเอส
หลังทำตลาดได้ประมาณ 3 ปี ก็เพิ่มรุ่นคูเป้ ใช้เครื่องยนต์บล็อกเดียวกับรุ่นวีเทค 127 แรงม้า และมีเฉพาะเกียร์อัตโนมัติเท่านั้น
ช่วงต้นปี 1999 มีการปรับโฉมรุ่นซีดานพร้อมเพิ่มรุ่นเครื่องยนต์วีเทค เลฟ ลดปริมาณมลพิษในไอเสีย และในช่วงกลางปีเดียวกันจึงปรับโฉมรุ่นคูเป้
การปรับโฉมอยู่ที่กันชนหน้า-หลังเปลี่ยนเป็นแบบเรียบทรงโค้งมน ไม่มีคิ้วกันกระแทกตรงมุม กันชนหน้าเว้นช่องดักลมขนาดใหญ่ตรงกลาง ประกบข้างซ้าย-ขวาด้วยช่องขนาดเล็กทรงตั้ง เปลี่ยนไฟหน้าใหม่ทรงเพรียวขึ้น พร้อมไฟเลี้ยวแบบตาเพชรใส ฝากระโปรงหน้าและบังโคลนซ้าย-ขวาเปลี่ยนใหม่ให้รับกับทรงของไฟหน้า
ชุดไฟท้ายด้านนอกที่ติดกับตัวถังเป็นทรงเดิม แต่สลับตำแหน่งโดยย้ายไฟถอยหลังและไฟเลี้ยวไปไว้ด้านบนด้านล่างเป็นไฟเบรก จึงไม่ต้องเปลี่ยนบังโคลนหลังซึ่งเป็นชิ้นส่วนใหญ่ ส่วนชุดไฟท้ายด้านในที่ติดกับฝากระโปรงเปลี่ยนใหม่เป็นทรงเฉียง ฝากระโปรงหลังเปลี่ยนใหม่รับกับตัวโคมไฟ แต่ยังเปิดได้จรดแนวกันชนเหมือนเดิม เปลี่ยนหลุมใส่ป้ายทะเบียนเป็นทรงเฉียงรับกับไฟท้าย ขนาดเล็กลงพอดีกับป้ายทะเบียน จากเดิมที่เป็นหลุมกว้าง
เครื่องยนต์บล็อก ดี16เอ วีเทค เลฟ ลดมลพิษที่ออกจากเครื่องยนต์ด้วยระบบ AIR-ASSIST INJECTOR พ่นอากาศพร้อมน้ำมันเชื้อเพลิงขณะเครื่องยนต์อุณภูมิต่ำ ทำให้น้ำมันฯ เป็นละอองละเอียดมากขึ้น พร้อมเซ็นเซอร์วัดปริมาณออกซิเจน 2 จุด และเพิ่มจำนวนเซลส์ในแคตตาลิติก คอนเวอร์เตอร์จาก 300 เป็น 600 เซลส์ พร้อมเพิ่มปริมาณวัสดุที่ใช้ในการกรองไอเสีย ทำให้มีไอเสียน้อยลง แต่แรงม้าและแรงบิดยังเท่าเดิมที่รอบเครื่องยนต์เดิม
ช่วงกลางปี 1999 เพิ่มรุ่น 1.8 แต่ก็ไม่ถือว่าเป็นุร่นหลักในการทำตลาดเหมือนกับรุ่น 1.6 โดยใช้เครื่องยนต์บล็อก บี18บี แบบเบนซิน 4 สูบ ทวินแคม 16 วาล์ว ความกว้างกระบอกสูบ 81 มิลลิเมตร ช่วงชัก 89 มิลลิเมตร ความจุ 1,834 ซีซี อัตราส่วนการอัด 9.2 : 1 กำลังสูงสุด 145 แรงม้า ที่ 6,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 17.5 กก.-ม. ที่ 5,300 รอบ/นาที ระบบส่งกำลังมีเฉพาะเกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ
รูปลักษณ์ภายนอกไม่แตกต่างจากรุ่น 1.6 ที่ปรับโฉมแล้ว ภายในเพิ่มอุปกรณ์อำนวยความสะดวกอีกเล็กน้อย ช่วงล่างหลังเพิ่มเหล็กกันโคลง ระบบเบรกแบบดิสก์ 4 ล้อ พร้อมเอบีเอส
ซีวิค 1.8 ทำตลาดแบบเงียบๆ ไม่ค่อยเห็นตามท้องถนนบ่อยนัก และในตลาดรถยนต์มือสองก็แทบจะไม่มีเลย
ซีวิคโฉมนี้ทำตลาดในช่วงเวลาเดียวกับคู่แข่งสำคัญอย่างโตโยต้า โคโรลล่า รหัสตัวถัง เออี110 และนิสสัน ซันนี่ รหัสตัวถัง บี14 ซึ่งมีราคาป้ายแดงอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน แต่ราคามือสองซีวิคกลับสูงกว่า ส่วนหนึ่งเพราะค่านิยมของผู้บริโภคที่มองว่า ฮอนด้ามีภาพลักษณ์หรูหรากว่ารถยนต์ญี่ปุ่นในระดับเดียวกัน
รถยนต์รุ่นนี้มีจุดเด่นที่เครื่องยนต์ที่มีกำลังสูงกว่าในกลุ่ม สมรรถนะไม่อืดอาด โดยเฉพาะรุ่นเครื่องยนต์วีเทค และระยะห่างช่วงล้อหน้า-หลังที่ยาวกว่า ช่วยทำให้ห้องโดยสารกว้างขวางขึ้น ช่วงล่างแบบอิสระปีกนก 2 ชั้น ช่วยให้มีการทรงตัวที่ดี
รูปลักษณ์ภายนอกดูดีแบบเรียบๆ ไม่หวือหวา คิ้วโครเมียมบริเวณกรอบหน้าต่าง ทำให้ดูหรูขึ้น ภายในมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่จำเป็นครบครัน ผู้โดยสารนั่งได้ 5 คนแบบเบียดนิดๆ อัตราเร่งอยู่ในระดับปานกลาง ไม่อืดอาดแน่ ถ้าไม่เท้าหนัก ช่วงล่างแบบอิสระ 4 ล้อ ไว้ใจได้ทั้งความนุ่มนวลและมั่นคงพอสมควร ถ้าไม่ใช้ความเร็วสูงจัด
จุดที่น่าเป็นห่วง คือ ความแพร่หลายและราคาอะไหล่ ทั้งในและโดยเฉพาะนอกศูนย์บริการ ถ้าใช้ระยะยาว เพราะช่วง 5 ปีแรกอาจยังไม่มีชิ้นส่วนที่ต้องเปลี่ยนมากนัก แต่หลังจากนั้นอะไหล่ต่างๆ จะทยอยกันเสื่อมสภาพ ถ้าจะใช้อะไหล่ใหม่จากศูนย์บริการอย่างเดียวคงกระเป๋าฉีก
ส่วนอะไหล่มือสองก็พอหาได้ไม่ยาก แต่ก็ไม่ได้มีให้เลือกเยอะ น่าแปลกที่มักมีราคาสูงกว่าอะไหล่ของรถยนต์ที่ทำเป็นแท็กซี่อย่างโตโยต้า โคโรลล่า หรือนิสสัน ซันนี่ เนื่องจากคำร่ำลือว่าอะไหล่ใหม่ในศูนย์บริการมีราคาแพง ผู้ค้าอะไหล่ใหม่และมือสองนอกศูนย์บริการจึงตั้งราคาสูงตามไปด้วย แต่ก็ไม่ถึงกับแพงมากหรือหายากสุดๆ
ถ้ามีงบประมาณมากพอ ควรข้ามไปซื้อรุ่นเครื่องยนต์วีเทค เพราะมีอุปกรณ์มาตรฐานมากกว่ารุ่นธรรมดาหลายรายการ เช่น ระบบวีเทค, ดิสก์เบรกหลัง, เอบีเอส, ถุงลมนิรภัย ฯลฯ ซึ่งเมื่อรวมมูลค่าแล้ว แพงกว่าส่วนต่างของราคาไม่กี่หมื่นบาท ระหว่างรุ่นธรรมดาและวีเทคแน่นอน
การซื้อควรเลือกคันที่ตัวถังไม่ช้ำ ไม่ชนหนักมา ช่วงล่างไม่โทรม และยังไม่ควรทำสีใหม่ เพราะรถยนต์ยังมีอายุไม่มาก เกียร์ธรรมดาหรืออัตโนมัติยังทำงานได้ดี ส่วนอื่นๆ ก็ตรวจสอบตามปกติ
ฮอนด้า ซีวิค ภาพลักษณ์ในสังคมและศูนย์บริการดี ภายในกว้างขวาง แรงพอตัว ทรงตัวดี เกาะถนน แต่ราคาทั้งตัวรถยนต์และอะไหล่ แพงไปนิด หายากไปหน่อย
วรพล สิงห์เขียวพงษ์
ขอบคุณรูปจาก one2car.com
|